10 สุดยอดเหตุการณ์แห่งความทรงจำ

รายงานพิเศษอื่นๆ

Posted on February 8, 2009 
Filed Under Soccer magic, ข่าววงการลูกหนัง


คง ปฏิเสธไม่ได้ว่าในจักรวาลของกีฬาลูกกลมๆ ที่ชื่อว่าฟุตบอล เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้เราหลงรักที่จะดูมันได้ ดูมันดีแบบไม่มีเบื่อ (ไม่เหมือนคนข้างๆ ที่อยู่ไปแป๊บๆ จากคนน่ารักไหงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตติสท์แตกไปซะได้) คือการที่ไม่สามารถเอาแน่เอานอนอะไรกับมันได้ เพราะทุกอย่างมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้จวบจนกระมั่งเสียงเป่านกหวีดยาวครั้งสุด ท้ายของกรรมการนั่นแหละ

นับตั้งแต่ปี 1891 ที่มีการเปลี่ยนแปลงกฏใหม่ในกีฬาฟุตบอล ให้ท่านกรรมการผู้ทรงเกียรติสามารถต่อเวลาการแข่งขันไปได้ตามความเหมาะสม หรือที่เรียกว่าช่วง “ทดเวลาบาดเจ็บ” ตั้งแต่นั้นจวบจนวันนี้ ก็ทำให้กีฬาฟุตบอลมีเหตุการณ์พลิกล็อคหักมุมกันซะชนิดว่าหนังฮอลลีวู้ดยัง อายเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งเวลาเพียงเสี้ยววินาทีสุดท้าย ก็อาจเปลี่ยนจากนรก เป็นสวรรค์ชั้น7 สำหรับหลายๆคน หรือวิมานลอยของหลายๆคน ก็ต้องมาหายวับไปกับตา เหลือเพียงกระท่อมมุงสังกะสีด้วยช่วงเวลาแค่พริบตานี่แหละ

ดังนั้น “เดอะ ซัน” สื่อจอมขุดคุ้ยเรื่องที่ไม่ค่อยมีสาระ (แต่เราก็ยังนิยมที่จะอ่านมัน) ของเมืองผู้ดี จึงได้จัดอันดับ 10 เหตุการณ์ประตู “โกงมัจจุราช” ท้ายเกม ที่ยังเป็นความทรงจำของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (ไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย) ชนิดฝังลึก ในวงการฟุตบอลกันเอาไว้ในที่นี้

อันดับ 10 เดนนิส เบิร์กแคมป์
ฮอลแลนด์ 2 อาร์เจนติน่า 1 , ฟุตบอลโลก 1998 รอบ 8 ทีมสุดท้าย, 4 ก.ค. 1998

สุดยอดกองหน้าดัตช์ผู้กลัวการบินคนนี้ ยิงหนึ่งในประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ในนัดที่ขุนพล “อัศวินสีส้ม” ลงสนามดวลแข้งกับทีม “ฟ้า-ขาว” (ที่อาจ “ฟ้าเหลือง” หลังการแข่งขัน) ด้วยการดูดบอลยาวกว่า 60 หลาจากกองหลัง หนีตัวประกบแล้วซัดตูมเสียบมุมประตูเข้าไปแบบมีคะแนนเต็ม 10 ต้องให้ 11 ส่งทีมของเขาเข้ารอบตัดเชือก และที่คลาสสิคยิ่งไปกว่านั้น คือมันเป็นประตูที่เกิดขึ้นในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนนกหวีดหมดเวลาจะดังขึ้น นั่นเอง เรียกว่าส่งทีมอาร์เจนฯ กลับบ้านแบบสุดชีช้ำเลยทีเดียว

อันดับ 9 เจอร์เมน จีนัส, อาร่อน เลนน่อน
อาร์เซน่อล 4 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 4, พรีเมียร์ลีก, 29 ต.ค. 2008

เพิ่งผ่านกันไปสดๆร้อน สำหรับเกมดาร์บี้เดือดแห่งลอนดอนเหนือนัดนี้ แต่ความมันส์แบบบรรลัยของนัดนี้จะถูกบันทึกไปตลอดกาลแน่นอน นัดนี้เป็นแค่นัดที่ 2 ที่ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ เข้าคุมทีม “ไก่เดือยทอง” ที่กำลังเป็นไก่ติดหวัดนกอย่างหนัก และก็สามารถทำสิ่งเหลือเชื่อให้เกิดขึ้นได้ เมื่อเกมดำเนินไปถึงนาทีที่ 88 ทีมยังเป็นฝ่ายไล่ตาม “ปืนใหญ่” อยู่ 4-2 แต่ใครจะเชื่อว่า 2 นักเตะเกรียน (หมายถึงทรงผมนะจ๊ะ) ของสเปอร์สอย่าง จีนัส และ เลนน่อน จะมาซัด 2 ประตูในช่วงท้ายเกม ส่งให้ทีมไก่กลับมากระต๊ากอีกครั้งได้แบบสุดมหัศจรรย์ และส่งให้ อาร์แซน เวนเกอร์ เกิดอาการ “เจ๊อยากตาย” หลังจบเกม

อันดับ 8 เนย์อิม
อาร์เซน่อล 1 เรอัล ซาราโกซ่า 2 , ชิงชนะเลิศ คัพ วินเนอร์ส คัพ, 10 พ.ค. 1985

เป็นอีกครั้งที่ทีม “เดอะ กันเนอร์ส” ต้องช็อกตาตั้งกันในนาทีสุดท้าย และที่ชีช้ำมากขึ้นเป็นเพราะมันเกิดขึ้นจากน้ำมือของอดีตนักเตะของ สเปอร์ส อีกแล้วล่ะสิ ในนัดชิงชนะเลิศที่กรุงเวียนนาในปีนั้น ทีมจากลอนดอนดูเป็นต่อทีมคู่แข่งจากแดนกระทิงอย่างสุดกู่ แต่ซาราโกซ่าก็สู้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกมทำท่าจะต้องไปตัดสินขั้นฎีกากัน ด้วยลูกจุดโทษ แต่ทันทีที่ เนย์อิม มิดฟิลด์เลือดกระทิงยิงจุดพลุแบบไกลหลายปีแสงจากบริเวณกลางสนาม ข้ามหัวนายทวารผู้แพ้ลูกมหัศจรรย์อย่าง เดวิด ซีแมน เข้าไปอย่างสวยงาม นั่นก็คือจุดจบของเกม และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเพลงเชียร์ของกองเชียร์สเปอร์ส ที่มีชื่อว่า ‘Nayim from the halfway line’ ตั้งแต่บัดนั้น

อันดับ 7 เซมีห์ เซนเติร์ก
ตุรกี 1 โครเอเชีย 1 (ตุรกีชนะดวลจุดโทษ 3-1), ยูโร 2008 รอบ 8 ทีมสุดท้าย, 21 มิ.ย. 2008

สิ่งหนึ่งที่เป็นความทรงจำในยูโร 2008 ก็คือการโกงความตายครั้งแล้วครั้งเล่าของทีมแดนไก่งวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจอกับ โครเอเชีย ที่ทีมเป็นฝ่ายตามหลังในช่วงครึ่งหลังของการต่อเวลา 120 นาที จากความผิดพลาดของ รุสตู เรคเบอร์ นายด่านเติร์ก ซึ่งทำให้เหล่าขุนพล “ตาหมากรุก” ข้างสนามเฮฮาปาร์ตี้ล่วงหน้ากันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องหน้าแหกครั้งใหญ่ เมื่อ เซมีห์ เซนเติร์ก ดาวรุ่งหน้าตาแอดวานซ์ (แก่) ของตุรกี มาวอลเล่ย์ประตูในการเตะครั้งสุดท้ายของเกม เป็นผลให้นัดนี้ต้องไปตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ และ รุสตู ก็สามารถแก้ตัวเซฟลูกโทษของนักเตะโครแอต ส่งทีมเข้ารอบตัดเชือกแบบแอนตี้ไคลแมกซ์สุดๆ

อันดับ 6 สตีเว่น เจอร์ราร์ด
ลิเวอร์พูล 3 เวสต์แฮม 3, นัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ, 13 พ.ค. 2006

ทีม “หงส์แดง” ทำท่าจะกลายเป็นเป็ดตุ๋นน้ำแดงอยู่รอมร่อแล้ว ในเกมที่มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม ถ้าไม่ได้กัปตันทีมผู้กอบกู้วิกฤตให้ทีมมาหลายเพลาอย่าง “สตีวี่ จี” ที่ทำสิ่งเหลือเชื่อในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ กระหน่ำลูกวอลเล่ย์ร้อยแรงม้าจากระยะ 35 หลา พุ่งเหมือนกับจรวดโทมาฮอว์คทะลวงตาข่าย “ขุนค้อน” แบบสะใจสุดๆ และทำให้ทีมก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ถ้วยเก่าแก่ของอังกฤษได้ด้วยการดวลเป้า ชนิดที่ประตูนั้น น่าจะทำให้เจอร์ราร์ด ถูกฝังอยู่ในความทรงจำของผอง “เดอะ ค็อป” ตลอดไป (และอยู่ในฝันร้ายของแฟนบอล “เดอะ แฮมเมอร์ส” ไปอีกนาน)

อันดับ 5 ไมเคิ่ล โธมัส
ลิเวอร์พูล 0 อาร์เซน่อล 2, ดิวิชั่น 1 อังกฤษ, 26 พ.ค. 1989

ปีนั้นการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นอะไรที่ตื่นเต้นแบบดรา ม่าสุดๆ เมื่อทีม “ปืนใหญ่” ต้องบุกไปเยือนทีมจ่าฝูง “หงส์แดง” ในนัดสุดท้าย และต้องเอาชนะแบบเกิน 2 ลูกขึ้นไปสถานเดียว จึงจะมีสิทธิ์กระชากแชมป์มาครอง ในขณะที่เกม 90 นาทีจบลงไปแล้ว แม้ว่าอาร์เซน่อลจะนำอยู่แต่ก็แค่ลูกเดียว แต่ถ้วยแชมป์ก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์แบบค่อนใบไปแล้ว แต่ท่ามกลางความตกตะลึงรูทวารทั้ง 7 ของแฟนหงส์ ไมเคิ่ล โธมัส ก็มาซัดประตูในช่วงทดเจ็บเข้าไปซะงั้น ส่งให้ “กันเนอร์ส” ทำมิชชั่น อิมพอสสิเบิ้ล คว้าถ้วยได้สำเร็จ ชนิดที่หากเป็นหนังเรื่องไหนเขียนบทยังงี้ เราคงบอกได้คำเดียวว่ามัน “โม้ชิกหายเลยเพ่”

อันดับ 4 เดวิด เบ็คแฮม
อังกฤษ 2 กรีซ 2, ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก นัดสุดท้าย, 6 ต.ค. 2001

หนึ่งในนัดที่ต้องถือเป็นความทรงจำของซูเปอร์สตาร์เท้าชั่งทองคน นี้ ในการพาทีม “สิงโตคำราม” ทะลุเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2002 ได้แบบตีตั๋วเที่ยวสุดท้ายด้วย หลังจากเกมทีเพื่อนร่วมทีมเล่นได้แย่ จนเกือบเปลี่ยนสภาพจากสิงห์เป็นงูแมวเซา แต่ผัวเจ๊วิคคนนี้กลับบ้าเลือดวิ่งพล่านเป็นสิบๆกิโลไปทั่วสนาม และในที่สุดก็ปิดท้ายแมทช์อย่างงดงามด้วยลูกฟรีคิกเครื่องหมายการค้าในช่วง ทดเจ็บ พาทีม “ทรี ไลออนส์” ไปทัวร์แดนปลาดิบแบบมีสไตล์

อันดับ 3 จิมมี่ กลาส
คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด 2 พลีมัธ อาร์กิลล์ 1, ดิวิชั่น 2 อังกฤษ, 8 พ.ค. 1999

มันไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่ผู้รักษาประตู จะมีชื่อเป็นผู้ทำประตูซะเอง แต่คราวนี้มันดันเป็นความโคตรมหาคลาสสิคคอมโบเซต ตรงที่มันเกิดขึ้นในนาทีสุดท้าย ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล และเป็นประตูที่ช่วยให้ทีมยังอยู่รอดต่อไปในลีกด้วยสิ! ความจริงแล้วนายทวารจอมพเนจรนามว่า จิมมี่ กลาส นี้ ลงเล่นให้กับ คาร์ไลส์ แค่ 3 นัด และเป็นนายทวารที่ยืมตัวมา แต่เขาก็จะมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ของทีมตลอดไปแน่นอน ในฐานะฮีโร่ที่ยิงประตูชัยเหนือ พลีมัธ ถีบ สคาร์โบโร่ ตกชั้นไปแทน และทำให้แฟนบอลคลั่งถึงกับพังสนามกันเลยทีเดียว (ก็ดวงคนมันจะเป็นฮีโร่นี่หว่า)

อันดับ 2 วูล์ฟแกง เวเบอร์
เยอรมันตะวันตก 2 อังกฤษ 2 (อังกฤษชนะในช่วงต่อเวลา 4-2), ชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1966, 30 ก.ค. 1966

มันจะไม่มีความคลาสสิคหลายๆอย่างบังเกิดขึ้นเลย ในนัดชิงชนะเลิศแห่งความทรงจำที่เมกกะลูกหนังอย่าง เวมบลีย์ หากไม่มีลูกยิงตีเสมอของทีมอินทรีเหล็กในนาทีสุดท้ายของ เวเบอร์ และทำให้เกมต้องไปตัดสินกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ และสิ่งที่เป็นความทรงจำต่างๆ ก็ตามมา ทั้งแฮตทริคของเซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ,ลูกยิงที่ไม่เคยข้ามเส้น (แต่เป็นประตู) และอะไรต่างๆอีกมากมาย ในวันที่ทีม “สิงโตคำราม” ได้สัมผัสเกียรติยศในตำแหน่งแชมป์โลกเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว

อันดับ 1 เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม, โอเล่ กุนนาร์ โซลสชาร์
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2 บาเยิร์น มิวนิค 1, นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, 26 พ.ค. 1999

แม้แต่บรมกุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ยังแทบหาคำพูดมาอธิบายไม่ได้กับเหตุการณ์อภิมหาหักมุม ที่สนาม คัมป์ นู ในคืนนั้น หลังจากความหวังของทีม “ปีศาจแดง” ที่จะประกาศศักดาคว้า “ทริปเปิ้ลแชมป์” กำลังเลือนลางจากการต้องตกเป็นรองทีม “เสือใต้” ทั้งสกอร์และรูปเกมมาตลอด 90 นาที แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ สิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิด เมื่อ 2 ซูเปอร์ซับอย่าง เชอริ่งแฮม และ โซลสชาร์ ต่างอยู่ถูกที่ถูกเวลาชนิดหนึ่งในล้านทั้ง 2 ครั้ง ซัด 2 ลูกจากลูกเตะมุมเข้าประตูไป แบบชนิดที่ว่าใครก็ตามที่ได้ดูเกมในวันนั้น คงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะมีอะไรที่มันพลิกล็อคแบบ “สุโค่ย” ได้เท่าครั้งนี้อีกไหม

Comments

Comments are closed.

Powered By Wordpress - Theme Provided By Wordpress Theme - Cash Loans