ริคาร์โด้ กาก้า
ถ้าโรแบร์โต้ บาจโจ้ คือเทพบุตรลูกหนังสำหรับชาวอิตาลีเมื่อ 10 ปีก่อน ตำแหน่ง “โกลเด้นบอย” ตัวจริงเสียงจริงในยุคมิลเลนเนี่ยมนี้ก็สมควรที่จะเป็นของ “กาก้า” สุดหล่อและสุดเก่งของทีมเอซี มิลาน แบบแทบจะหาคู่แข่งไม่ได้แน่นอน
กา ก้า หรือริคาร์โด้ ลเซ็คซอน ดอส ซานโตส เลยเต้ ซึ่งชื่อ “กาก้า” เป็นชื่อตามสำเนียงโปรตุเกสที่จะมีเครื่องหมายแอคเซนต์ (Kak?) ที่ได้รับมาจากน้องชายคนเล็กที่ชื่อ “โรดริโก้” ตั้งแต่สมัยเล็กๆ เพราะน้องชายไม่สามารถจะเรียกชื่อจริงว่า ริคาร์โด้ ได้ก็เลยเรียกง่ายๆว่ากาก้าแทน เพียงแต่เปลี่ยนจากที่เขียนในสมัยเด็กๆ ว่า Caca เป็น Kak? แทนในตอนโต (นอกจากนี้ดิเกา น้องชายคนเล็กของกาก้า ก็ย้ายมาเล่นฟุตบอลในอิตาลีด้วย)
สำหรับชาวบราซิลแล้ว กาก้า เป็นอีกภาพลักษณ์ตัวแทนของชาวแซมบ้า และทีมลา เซเลเซา เนื่องจากเกิดและโตในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ แตกต่างจากนักเตะคนอื่นๆ ในทีมที่มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะยากจน แต่ความแตกต่างทางฐานะก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดเนื่องจากกาก้า เองก็มีความรักในเกมลูกหนังและทุ่มเทเพื่อความฝันไม่น้อยกว่าใคร
ชีวิตในวัยเด็กของกาก้า เติบโตมากับทีมยอดนิยมหมายเลขหนึ่งของบราซิลเกือบทุกยุคทุกสมัยคือ เซา เปาโล โดยได้เริ่มต้นลงสนามเกมแรกตั้งแต่อายุ 18 ปี และสร้างปรากฏการณ์ด้วยการทำได้ถึง 12 ประตูจากการลงเล่น 27 นัดในฤดูกาลแรกและอีก 10 ประตูจาก 22 นัดในฤดูกาลที่สองของชีวิต ซึ่งนับเป็นการแจ้งเกิดที่สุดแสนมหัศจรรย์สำหรับนักเตะที่เคยเกือบจะหมด อนาคตทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาแล้ว
โดยก่อนหน้านี้ที่จะได้ลงสนามแจ้งเกิดกับเซา เปาโล กาก้า เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงในสระน้ำจนเกือบจะเป็นอัมพาตเพราะกระดูกสันหลังมี รอยร้าว แต่สุดท้ายด้วยกำลังใจที่แข็งแกร่งเขาก็กลับมาลงสนามได้ในอีก 1 ปีต่อมาได้ราวกับเทพนิยาย
เกมนัดเป็นเกมนัดชิงชนะเลิศ ทอร์เนโร่ ริโอ คัพ ซึ่งเป็นเกมระดับทีมเยาวชน และกาก้า ที่เกือบเป็นอัมพาตก็ได้รับโอกาสจากโค้ชให้ลงสนามเมื่อเหลือเวลาอีก 14 นาทีสุดท้าย ขณะที่นักพากย์ข้างสนามตะโกนหาว่าโค้ชเซา เปาโล คงจะบ้าไปแล้ว แต่แค่ 2 นาทีที่ได้สัมผัสเกม กาก้า ก็ทำ 2 ประตูได้ทันที และนำพาชัยชนะให้กับทีม
หลังจากชัยชนะครั้งนี้ กาก้า ได้อุทิศชัยชนะให้แก่พระเจ้าและอุทิศตัวให้กับศาสนาคริสต์นับแต่นั้นเป็นต้น มา และกลายเป็นนักฟุตบอลตัวอย่างที่เคร่งครัดในศาสนา เนื่องจากเชื่อว่าพระเจ้าได้ประทานชีวิตใหม่ให้แก่เขาหลังเกือบตายทั้งเป็น จากการเป็นอัมพาต และปัจจุบันก็ยังมีการลักคำว่า I belong to Jesus และ God is faithful ซึ่งเป็นคติประจำใจไว้บนลิ้นรองเท้าสตั๊ดของอาดิดาส (ซึ่งเป็นสปอนเซอร์) และยังพกไบเบิ้ลอ่านเสมอๆยามว่าง
อย่างไรก็ดี กาก้า เกือบไม่มีโอกาสเล่นให้กับเซา เปาโล อีกครั้งเมื่อถูกตกลงขายให้กับทีม กาเซียนเทปสปอร์ สโมสรในดิวิชั่น 1 ตุรกี แต่สุดท้ายการเจรจาก็ล่มไปเพราะทีมจากแดนไก่งวงไม่อยากจ่ายเงินจำนวน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับนักเตะที่มีอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น และยังไม่เคยลงเล่นในทีมชุดใหญ่เลย ซึ่งเชื่อว่ากาเซียนเทปสปอร์ ก็คงจะเสียใจอยู่ในทุกวันนี้
เพราะหลังจากนั้น กาก้า ก็แจ้งเกิดได้เต็มตัวใน 2 ฤดูกาลกับเซา เปาโล และได้ติดทีมชาติบราซิล ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลดลกปี 2002 ด้วย ก่อนจะถูกทีม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน ซื้อมาร่วมทีมด้วยค่าตัวแค่ 8.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ เจ้าของทีมรอสโซเนรี่ บอกว่าถูกเหมือนซื้อ “ถั่วกระป๋อง”
เหตุผลก็เพราะ กาก้า สามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการฟุตบอลอิตาลี ที่กำลังเริ่มซบเซาด้วยการเป็นดาวดวงใหม่ที่โผล่ขึ้นมาจรัสแสงได้อย่างไม่ น่าเชื่อ ด้วยลีลาการเล่นที่สุดมหัศจรรย์ และยังมีหน้าตาที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตร ซึ่งจบฤดูกาลแรกกาก้า ก็กลายเป็นกำลังสำคัญที่พามิลาน คว้าได้ทั้งสคูเด็ตโต้ หรือแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และถ้วยใหญ่อย่างยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ พร้อมผลงาน 10 ประตูจากการเล่น 30 นัดในลีก
กาก้า ก้าวขึ้นมาเป็นขวัญใจคนใหม่ของชาวเมืองมิลาน ในบทบาทของเพลย์เมคเกอร์ที่คอยให้การสนับสนุนอังเดร เชฟเชนโก้ และยังคงเล่นได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลต่อมาด้วยผลงาน 7 ประตูาก 36 นัด และพาทีมคว้าแชมป์อิตาเลี่ยน ซูเปอร์ คัพ ได้ด้วย แต่น่าเสียดายที่มิลาน จบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์ในฤดูกาลที่สองของเขา และยังพลาดการเป็นแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ด้วยความปราชัยแบบเหลือเชื่อต่อลิเวอร์พูล ทั้งที่เกมนั้นกาก้า ได้ร่ายเพลงแข้งที่น่าตื่นตาตื่นใจตลอด 45 นาทีแรกในสนามที่ไม่มีนักเตะ “หงส์แดง” คนไหนหยุดเขาได้
แต่ในฤดูกาลนั้น กาก้า ก็ได้รับเลือกให้เป็นกองกลางที่ดีที่สุดของรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่ฤดูกาลต่อมาเขาจะทำประตูสุดมหัศจรรย์ที่กูรูลูกหนังยกย่องเทียบกับ ตำนานเทพเจ้าลูกหนังอาร์เจนไตน์ ดีเอโก้ มาราโดน่า กับประตูที่กาก้า เริ่มต้นวิ่งจากกลางสนามหลบคู่แข่ง 3 คนก่อนจะเข้าถึงเขตโทษและซัดเรียดเข้าประตูไปอย่างสุดคลาสสิค
นอกเหนือจากประตูนี้ กาก้า ยังมักสร้างความตะลึงให้กับแฟนๆด้วยการทำประตูสวยๆ ที่น่าเหลือเชื่อเสมอ โดยเฉพาะการอัดบอลเต็มหลังเท้าที่หนักหน่วงอย่างไม่น่าเชื่อโดยไม่จำเป็น ต้องง้างเท้านานๆแต่อย่างใด
หลังจากนั้น กาก้า ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก และกลายเป็น 1 ใน 4 จตุรเทพของทีมชาติบราซิล ในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน แต่น่าเสียดายที่เขา ,โรนัลดินโญ่ ,โรนัลโด้ และอาเดรียโน่ ไม่สามารถคว้าแชมป์โลกมาครองได้เนื่องจากทีมเซเลเซา เล่นกันได้ไม่เป็นสับปะรดทั้งทีม
สำหรับในฤดูกาลนี้ ผลงานของกาก้า อาจจะไม่โดดเด่นนักเนื่องจากเอซี มิลาน ก็ไม่ได้ทำผลงานดีอะไรมากมาย แต่กระนั้นก็ยังมีข่าวลือสะพัดกับทีม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ที่อยากได้ตัวไปร่วมทีมในฤดูกาลหน้า ขณะที่ทางรอสโซเนรี่ ก็พยายามขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เสียนักเตะที่เก่งที่สุดของทีมไป
ในเรื่องชีวิตส่วนตัว กาก้า หักอกสาวๆทั่วโลกเพราะได้เข้าพิธีวิวาห์กับ คาโรลิน เซลิโก้ ภรรยาสาวที่พบรักกันมาตั้งแต่สมัยที่กาก้า ยังเป็นนักเตะเยาวชนในทีมเซา เปาโล ซึ่งในพิธีวิวาห์เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2005 ก็มีสักขีพยานเป็นยอดนักเตะทีมชาติบราซิล อย่างโรนัลโด้ ,คาฟู ,อาเดรียโน่ ,ดีด้า ,ชูลิโอ บาปติสต้า และคาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์เรยร่า และสักขีพยานที่มาเป็นเกียรติจนแน่นโบสถ์คริสต์ อีกราว 600 คนด้วยกัน
กาก้า คือโกลเด้นบอยตัวจริงของวงการฟุตบอลในยุคนี้และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นี่คือหนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่ามีโอกาสจะเป็น “ราชาลูกหนัง” คนใหม่ที่หล่อที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ฟุตบอล!

|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
เดโก้
แม้ชาติกำเนิดจะเป็นบราซิล แต่สำหรับอันแดร์สัน หลุยส์ เดอ ซูซ่า หรือ “เดโก้” ชีวิตของเขาเริ่มต้นที่โปรตุเกสในฐานะจอมทัพหมายเลขหนึ่งของวงการฟุตบอลแดน ฝอยทองในเวลานี้
เด โก้ เป็นคนแซมบ้าบราซิลโดยกำเนิด เกิดที่เมือง เซา แบร์นาโด โด คัมโป เมืองเล็กๆในรัฐเซา เปาโล และเริ่มต้นชีวิตลูกหนังกับทีมนาซิอองนาล ของเมืองอินดาเอียตูบา ปริมณฑลของมหานครเซา เปาโล
เล่นให้กับนาซิอองนาลได้แค่ปีเดียว เดโก้ก็ถูกแมวมองของหนึ่งในสโมสรยักษ์ใหญ่ที่สุดของบราซิลอย่างโครินเธียนส์ ติดต่อดึงตัวไปร่วมทีม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เลวร้ายเนื่องจากในฤดูกาลแรกได้ลงเล่นแค่ 2 นัดเท่านั้น ซ้ำร้ายยังโดนส่งให้กับทีมสาขาของโครินเธียนส์ ที่ชื่อโครินเธียนส์ อลากัวโน่ เอาไปใช้งานด้วย
จากนั้นชีวิตของเดโก้ ก็พลิกผันอีกครั้งเมื่อต้องเดินทางมาโปรตุเกสตั้งแต่อายุ 19 พร้อมกับคาจู เพื่อนนักเตะชาวบราซิลตามคำขอของ “เหยี่ยวลิสบอน” เบนฟิก้า สโมสรที่เป็นพันธมิตรกับโครินเธียนส์อยู่
แต่แม้จะลงซ้อมได้ดีก็ตาม เบนฟิก้า กลับเลือกที่จะส่งตัวเดโก้ ให้กับทีมในดิวิชั่นต่ำกว่าอย่างอัลแวร์ก้า ไปใช้งานก่อน อย่างไรก็ตามครั้งนี้เดโก้ ได้เริ่มแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่มีในตัวโดยลงเล่นในลีกไป 32 นัดและทำได้ถึง 13 ประตูเลยทีเดียว
ผลงานดังกล่าวทำให้เดโก้ เกือบที่จะได้เซ็นสัญญาใหม่กับเบนฟิก้าและได้เข้ามาเป็นนักเตะชุดใหญ่แล้ว แต่โชคชะตาก็พลิกผันอีกครั้งเมื่อทางฝ่ายตัวแทนสโมสรกับตัวแทนของเดโก้ ไม่สามารถเจรจาหาข้อตกลงกันได้ และโค้ชในเวลานั้นอย่างแกรม ซูเนสส์ ก็ไม่เชื่อว่ากองกลางตัวเล็กจิ๋วแบบนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะสำคัญได้
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่าเดโก้ ถูกขายให้กับทีมในเมืองปอร์โต้ อย่างซาลเกยรอส ในฤดูกาล 1998-99 ซึ่งแม้จะเล่นแค่ 12 นัดและทำไป 2 ประตู แต่ฟอร์มของเขาก็สะดุดตาแมวมองของเอฟซี ปอร์โต้ สโมสรยักษ์ใหญ่อีกทีมของโปรตุเกส และถูกซื้อตัวไปร่วมทีมทันที
ที่ปอร์โต้ เดโก้ ได้รับการขัดเกลาอย่างดีจากไบรอัน วัง เทรนเนอร์ที่ยอมรับในพรสวรรค์ของเดโก้ เช่นกันกับแฟนๆที่ให้ฉายาว่า “เมจิโก้” หรือพ่อมด จากสัมผัสบอลที่น่าตื่นตาตื่นใจ ยิ่งได้รับบทบาทอิสระในการเล่นมากเท่าไหร่เดโก้ ก็ยิ่งสำแดงพิษสงออกมามากขึ้นเท่านั้น
วันเรืองรองที่สุดของเขามาถึงในยุคที่โชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือรุ่นใหม่ของวงการลูกหนังโปรตุเกสได้เข้ามาทำทีมปอร์โต้ ในฤดูกาล 2002-03 และเดโก้ ก็ได้รับบทสำคัญในการเป็นจอมทัพของทีม ซึ่งก็ทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยการยิงไป 10 ประตูจาก 30 นัด นำทีมไปสู่ตำแหน่งแชมป์ลีกโปรตุเกสได้สำเร็จ รวมถึงยังคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ มาครองได้ด้วยการชนะกลาสโกว์ เซลติก 3-2 ในเกมที่เขาเล่นเป็นพระเอกอยู่คนเดียว
ถัดมาในฤดูกาล 2003-04 ความยิ่งใหญ่ของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อนำปอร์โต้ป้องกันแชมป์ลีกเอาไว้ได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการนำทีมเข้าไปชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับโมนาโก และสามารถเอาชนะได้อย่างขาดลอยถึง 3-0 โดยที่เดโก้ ทำประตูที่สองของเกมได้ด้วย
จบฤดูกาลนั้นเดโก้ ได้รับรางวัลให้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่าประจำปีของยูฟ่า และยังได้รับเลือกให้เป็นมิดฟิลด์ที่เก่งที่สุดของรายการด้วย
อย่างไรก็ตามวันคืนที่ปอร์โต้ของเขาได้มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อเดโก้ ตัดสินใจที่จะย้ายออกจากทีม ซึ่งก็ได้มีการเปิดเผยว่าเกือบที่จะย้ายไปร่วมทีมเชลซี (ซึ่งต่อมามูรินโญ่ไปคุมทีม) อยู่แล้วในช่วงยูโร 2004 ที่โปรตุเกสเป็นเจ้าภาพเอง แต่ข้อตกลงไม่สำเร็จเหลือขั้นตอนของการตรวจร่างกาย
แต่ต่อมาเดโก้ ก็กลับคำโดยบอกว่าต้องการที่จะไปบาร์เซโลน่ามากกว่าเชลซีแล้ว ขณะที่บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่ของเยอรมันที่ต้องการได้ตัวไปเหมือนกันก็ถอดใจยอมแพ้ข้อเสนอ สุดท้ายเดโก้ ก็ได้ย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า โดยมีค่าตัว 15 ล้านยูโรพร้อมกับที่บาร์ซ่าส่งริคาร์โด้ กัวเรสม่า ปีกดาวรุ่งมาให้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกัน
ที่บาร์เซโลน่า เดโก้ ถูกปรับบทบาทในการเล่นใหม่ตามแผนของแฟรงค์ ไรจ์การ์ด เพื่อไม่ให้ซ้อนทับกับโรนัลดินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ตัวกลั่นของทีม โดยเดโก้ ได้รับบทเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางคอยควบคุมจังหวะการเล่นในแนวรุกและปล่อยหน้าที่ ในการสร้างสรรค์เกมหลักๆให้กับโรนัลดินโญ่
การเล่นในตำแหน่งนี้ไม่ได้ทำให้เดโก้ ต้องอึดอัดแต่อย่างใดกลับยิ่งทำให้พรสวรรค์ในการเล่นเกมรับ ความเจนจัดในแท็คติกส์ และความขยันทุ่มเทโดดเด่นขึ้นตามมาอีก ขณะที่การจ่ายบอลอันคมกริบและการยิงประตูก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใด
เดโก้ ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคทองของบาร์เซโลน่าสายเลือดใหม่ ร่วมกับโรนัลดินโญ่ ซามูแอล เอโต้ ชาบี้ เอร์นานเดซ และการ์เลส ปูโยล นำทีมกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลที่ 2 ของการประกาศรางวัลบัลลง ดอร์ ในปี 2004 ด้วยโดยพ่ายต่ออังเดร เชฟเชนโก้ แต่ก็ชนะโรนัลดินโญ่ เพื่อนร่วมทีม
ในฤดูกาล 2005-06 บาร์เซโลน่า ยิ่งก้าวเข้าสู่การเป็นทีมมหัศจรรย์มากขึ้น เดโก้ ก็ยิ่งปรับตัวเข้ากับบทใหม่ได้ดีขึ้นด้วย และก็ยังประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์อีกครั้ง และยังไปถึงตำแหน่งเจ้ายุโรปเมื่อเฉือนเอาชนะอาร์เซนอลได้ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิง ทำให้ทีมจากคาตาลันเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร
สำหรับในเส้นทางทีมชาติ เดโก้ ไม่เคยได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลมาก่อน และหลังจากที่อยู่ในโปรตุเกสมาครบ 6 ปีในปี 2002 เดโก้ ก็ได้รับสัญชาติโปรตุเกส ก่อนที่สื่อจะเริ่มพูดถึงการเรียกตัวเดโก้มาติดทีมชาติ ที่มีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วย
แต่เดโก้ ก็ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติครั้งแรกในเกมกับบราซิล ประเทศบ้านเกิดของเขาในวันที่ 29 มี.ค.2003 โดยได้เล่นแค่ 8 นาทีเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถทำประตูชัยให้โปรตุเกสได้จากการปั่นลูกฟรีคิกเข้าไป ซึ่งนับจากนั้นเดโก้ ก็กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมฝอยทองมาโดยตลอด
เวลานี้เดโก้ ยังคงเล่นให้กับบาร์เซโลน่าอยู่แม้จะเริ่มมีข่าวว่าอาจจะย้ายทีมโดยเฉพาะ ช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากฟอร์มการเล่นเริ่มตกต่ำไปบ้างเล็กน้อยในฤดูกาล 2006-07 ที่ทำให้บาร์ซ่าพลาดเสียแชมป์ต่อเรอัล มาดริด และยังมีปัญหากับแฟรงค์ ไรจ์การ์ดด้วย แต่สุดท้ายจอมทัพร่างเล็กก็ยังคงอยู่ในรังคัมป์ นู ต่อไป
โดยมีความหวังอยู่ที่การนำบาร์ซ่า กลับไปเป็นแชมป์ให้ได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
ซาเมียร์ นาสรี
นับตั้งแต่ซีเนอดีน ซีดาน แขวนสตั๊ด ดูเหมือนแข้งจากแดนน้ำหอมหลายราย จะถูกยกย่องให้เป็นนิว ซิซู หรือทายาทซีดานหลายต่อหลายคน ซึ่งซาเมียร์ นาสรี ก็เป็น 1 ในนั้น
แม้ตำแหน่งในสนาม หนุ่มน้อยวัย 21 จะเล่นได้ทั้งตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก และปีกซ้าย แต่ที่เหมือนกันสุดๆ คือพื้นเพความเป็นมา
ครอบครัวของนาสรีอพยพจากแอลจีเรียมาอยู่ในฝรั่งเศส และให้กำเนิดเจ้าหนูซาเมียร์ที่ลา กาวอตต์ เปย์เร่ต์ เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของมาร์กเซย มื่อวันที่ มิถุนายน ค.ศ. 1987
เฉกเช่นซีดานที่เกิดและเติบโตที่มาร์กเซย หลังจากพ่อและแม่อพยพจากแอลจีเรียมาปักหลักในแดนน้ำหอม ต่างกันนิดตรงที่พี่ซิซูแกไม่เคยเล่นให้โอแอ็มเลย
ขณะที่นาสรี เป็นเด็กสร้างของทีมเยาวชนมาร์กเซยตั้งแต่ปี 2000-04 ก่อนจะก้าวมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของโอแอ็มในปี 2004-08
ซาเมียร์ชอบฟุตบอลตั้งแต่จำความได้ เขาก็เหมือนเด็กยากไร้คนอื่นๆ ที่เล่นฟุตบอลตามท้องถนน และเข้าร่วมแก๊งอันธพาลลูกหนังที่ก่อเหตุิวิวาทไปทั่ว
จนในที่สุด พ่อของเขากลัวลูกจะเสียคน จึงได้จับส่งไปสังกัดสโมสรสมัครเล่นเล็กๆ อย่าง แปนส์ มิราโบ ตั้งแต่อายุ 8ขวบ ก่อนที่จะถูกแมวมองของโอแอ็มค้นพบในที่สุด
นาสรีเริ่มต้นเล่นให้ทีมเยาวชนโอแอ็มตั้งแต่ 9 ขวบ เขาก้าวขึ้นมาเล่นให้ชุดใหญ่ในฤดูกาล 2004-05 ในวัย 17 ปี
หนุ่มน้อยเชื้อสายแอลจีเรียได้ลงเล่นเป็นตัวจริง 13 นัด และเป็นสำรองอีก 11 นัด โดยยิงไป 1 ประตู ซี่งถือเป็นผลงานการเริ่มต้นที่ไม่เลว ปีต่อมา เจ้าหนูซาเมียร์เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มจากถ้วยยูฟ่า คัพ และอินเตอร์โตโต้ คัพ
จากนั้นในซีซั่น 2006-07 ซาเมียร์ นาสรี ยิงประตูที่่สำคัญมากของตัวเองในเกมที่ถล่มโซโชซ์ 4-2 เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2007
ชัยชนะนัดนี้ทำให้มาร์กเซยคว้าอันดับ 4 ของตารางไปครองแน่นอนแล้ว ทั้งที่เหลืออีก 4 เกมกว่าจะจบฤดูกาล ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า คัพรอบคัดเลือกรอบ3 ได้
แต่น่าเสียดายที่มาร์กเซยเจออาถรรพ์บอลถ้วยเล่นงาน เมื่อต้องพ่ายต่อปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในนัดชิงปี2006 ก่อนจะอกหักต่อเนื่องในการพ่ายโซโชซ์ในนัดชิงฤดูกาลต่อมา
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2007 นาสรีได้รับเลือกให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีของลีกเอิง แซงคู่แข่งสำคัญอย่าง จิมมี่ ไบรอันด์ และคาริม เบนเซม่าไปได้
นอกจากนี้ แฟนบอลโอแอ็มยังโหวตให้เขาเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรในปีนั้น ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นอีกกว่า 62 เปอร์เซ็นต์ด้วย
และชื่อเสียงของ “นิว ซิซู” ผู้นี้ก็พุ่งแรงแบบฉุดไม่อยู่ จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น รวมทั้งจากความสามารถในเชิงลูกหนังของตัวเขาเอง โดยเฉพาะการเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ ที่ทำได้เนียนตา ไม่แพ้มิดฟิลด์หัวไข่ดาวเจ้าของต้นตำรับ
ผลงานยอดเยี่ยมแบบนี้ ทำให้หลายสโมสรในยุโรปรุมจีบซาเมียร์ นาสรี เป็นทิวแถว โดยมีอาร์เซน่อล ยอดทีมแห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่ติดต่อเจรจาอย่างจริงจังมาตลอด
สุดท้ายเดอะ กันเนอร์ส ก็ปาดหน้าลิเวอร์พูล และอีกหลายๆ ทีมร่วมทวีป จัดการเซ็นสัญญาคว้าตัวเพชรเม็ดงามจากฝรั่งเศสผู้นี้มาร่วมสังกัดได้ด้วยค่า ตัว 12 ล้านปอนด์ (ราว 780 ล้านบาท)เมื่อวันที่ 11ก.ค.2008 โดยเจ้าตัวเซ็นสัญญายาว 4 ปี กับอาร์เซน่อลซึ่งมีมูลค่าทั้งหมดร่วม 12.7 ล้านปอนด์
เขาได้ประเดิมสนามให้ปืนโตนัดแรกในเกมอุ่นเครื่องกับสตุ๊ตการ์ท เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2008 โดยได้ลงเล่น 60 นาที
ส่วนเกมพรีเมียร์ลีกนั้น ซาเมียร์สร้างความประทับใจให้สาวกกันเนอร์สทันที เมื่อยิงประตูได้ในเกมแรกที่ลงสนาม นัดเปิดฤดูกาลที่เจอกับเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2008 ทั้งที่เกมเพิ่งผ่านไปได้แค่ 4 นาที
แม้จะยังไม่มีการยืนยันสถิติจากอาร์เซน่อล แต่เชื่อว่าประตูนี้น่าจะเป็นการทำสกอร์ที่เร็วที่สุด สำหรับนักเตะใหม่ที่เพิ่งลงเล่นให้ทีมปืนใหญ่
เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ปีก่อน นาสรีได้ประเดิมลงสนามในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกครั้งแรกในชีวิต ในรอบคัดเลือกรอบ 3 นัดสองกับเอฟซี ทเวนเต้ ทีมจากฮอลแลนด์
และเจ้าหนูซาเมียร์ก็สร้างปรากฏการณ์อีก ด้วยการส่องประตูในนาทีที่ 26 ซึ่งถือเป็นการพังประตูในชปล.ตั้งแต่เกมแรกที่ลงเล่น เหมือนกับที่เจ้าตัวเพิ่งทำในพรีเมียร์ลีกมาหยกๆ
เท่านั้นไม่พอ แฟนกันเนอร์สยังรีบรับซาเมียร์ นาสรี มาไว้ในอ้อมใจทันที หลังจากที่เขายิง 2 ประตู ช่วยให้อาร์เซน่อลกำราบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับสำคัญไปได้ 2-1 เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2008ด้วย
อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือปืนโตออกมายกย่องว่าเขามีลักษณะคล้ายกับโรแบร์ ปิแรส อดีตปีกคนเก่งของอาร์เซนอลเพราะมีความเร็ว มีเทคนิคการเล่นที่ยอดเยี่ยม มีสายตาเฉียบขาดเหมือนกัน
เมื่อผลงานในระดับสโมสรพุ่งกระฉุด ก็เป็นที่แน่นอนว่า ทีมชาติฝรั่งเศสได้เปิดประตูต้อนรับเขาอย่างไม่มีข้อแม้ ซึ่งเจ้าหนูนาสรี่ติดธงตราไก่มาตั้งแต่ชุดยู-16, 17, 18, 19 และ 21 แล้ว
เขาเคยร่วมคว้าแชมป์ยุโรปชุดยู17 กับทีมในปี 2004 โดยเป็นคนยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศมาแล้วด้วย
กระทั่งเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2007 นาสรีก็ได้รับโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของเลส์ เบลอส์ เป็นนัดแรกในเกมอุ่นเครื่องที่เจอออสเตรีย ในวัย 19 ปี
และเขาก็ทำผลงานน่าประทับใจ ในการเปิดฟรีคิกไปหน้าประตูให้ คาริม เบนเซม่า หัวหอกเพื่อนร่วมชาติยิงประตูโทน ซึ่งทำให้ทีมเฉือนชนะออสเตรียไป 1-0
หลังจากรับใช้ีฝรั่งเศสชุดใหญ่ไป 3 นัด เขาก็มายิงประตูแรกในนามทีมชาติในเกมยูโร 2008 รอบคัดเลือกที่ชนะจอร์เจียได้ 1-0 เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2007
ผลงานที่ดีต่อเนื่องทำให้นาสรีในวัย 20 ปี ได้รับโอกาสจากกุนซือเรย์มงด์ โดเมเน็ค เรียกติดธงตราไก่ชุดลุยยูโร 2008
เขาเป็น 1 ในนักเตะวัยละอ่อนของฝรั่งเศส และถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรอง 2 นัด ก่อนที่ขุนพลเลส์ เบลอส์ จะปิดฉากทัวร์นาเม้นท์นี้อย่างรวดเร็ว ด้วยการจอดป้ายแค่รอบแรก
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
เฟร์นานโด ตอร์เรส
“เอล นินโญ่” เฟร์นานโด ตอร์เรส กลายเป็นขวัญใจเดอะ ค็อป อย่างรวดเร็ว และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในโลก และหลังจากที่กดไปถึง 33 ประตูในฤดูกาลแรกกับลิเวอร์พูลแล้ว กองหน้ารูปหล่อรายนี้ก็พร้อมที่จะช่วยให้สเปนลุ้นความสำเร็จในศึกยูโร 2008 ด้วย
เฟร์ นานโด โฆเซ่ ตอร์เรส ซานซ์ โด่งดังมากับแอตเลติโก หรือทีม “ตราหมี” ในสมญาแบบบ้านเรา เนื่องจากเป็นสายเลือดแท้ๆ ของชาวมาดริด ที่เกิดและเติบโตในมหานครแห่งนี้ และเลือกที่จะเล่นให้กับแอตเลติโก หนึ่งในสองสโมสรชั้นนำของเมืองหลวงสเปน
แต่กระนั้นหากย้อนถึงต้นกำเนิดแล้ว ตอร์เรส เกิดในเขตฟูเอ็นลาบราด้า ย่านซึ่งเป็นแถบที่มีแต่แฟน “ลา เรอัล” มากกว่า กระนั้นเจ้าหนูตอร์เรส กลับเลือกที่จะสวมชุดแดง-ขาว ของแอตเลติโก และได้กลายมาเป็นนักเตะหมายเลขหนึ่งของทีมได้ในเวลาอันรวดเร็วเหลือเชื่อ ด้วยพรสวรรค์ที่มีมากล้นในตัว
ในปี 1999 ตอร์เรส ได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับต้นสังกัดหลังจากที่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในระดับ เยาวชน และก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในทีมตั้งแต่ฤดูกาล 1999-2000 ด้วยวัยเพียง 15 ปี แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้มีโอกาสลงสนาม
ตอร์เรส มาสร้างชื่อให้ตัวเองได้อย่างมากในรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติระดับเยาวชน รุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีที่อังกฤษ ในปี 2001 โดยนำสเปน คว้าแชมป์มาได้และยังคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์อีกด้วย
ครั้งนั้นเซอร์บ็อบบี้ ร็อบสัน อดีตผู้จัดการนิวคาสเซิล ซึ่งยังดำรงตำแหน่งเป็นนายใหญ่ทีมแม็กพายส์เวลานั้นได้รับการแนะนำถึงเจ้า หนูตอร์เรส จากแมวมองของสโมสร แต่ทางขรัวเฒ่าแห่งวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีตัดสินใจที่จะไม่ซื้อตัวมาร่วมทีม
หลังจากนั้น ตอร์เรส ก็ยังฉายรัศมีโดดเด่นในระดับฟุตบอลเยาวชนอีกหลายรายการ ทั้งในศึกฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลกรุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ที่ตรินิแดดแอนด์โตเบโก ในเดือน พ.ย.2001 ,ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี ที่นอร์เวย์ ในเดือน ก.ค. 2002 ซึ่งรายการนี้สเปน คว้าแชมป์และเป็นอีกครั้งที่ตอร์เรส คว้าทั้งดาวซัลโวและนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์
เมื่อพรสวรรค์เริ่มเปล่งประกาย ตอร์เรส ก็ได้รับโอกาสในการประเดิมสนามกับทีมแอตเลติโกจนได้ โดยได้ลงเล่นนัดแรกใน บิเซนเต้ กัลเดรอน สนามเหย้าของทีม “ตราหมี” ในนัดที่พบกับเลกานเญส แต่ “เอล นินโญ่” มาสร้างชื่อได้ในเกมถัดมาเมื่อสามรถทำประตูแรกให้กับสโมสรได้ในเกมกับอัลบา เซเต้ และทำให้กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้แอตเลติโก มาดริดด้วย
ในฤดูกาลนั้น ตอร์เรส ช่วยกอบกู้ทีมให้กลับมาเล่นในระดับพรีเมรา ลีกา ได้อีกครั้งหลังตกต่ำหล่นชั้นไปเล่นเซกุนด้า บี อยู่ไม่นาน และในฤดูกาลแรกหลังพาทีมกลับขึ้นมาเล่นในระดับสูงสุด ตอร์เรส ก็ยังทำผลงานได้ค่อนข้างดีโดยยิงไป 13 ประตูด้วยกัน
ก่อนที่ “เอล นินโญ่” ซึ่งเป็นฉายาที่ได้รับจากใบหน้าที่หล่อใสสะอาดเกลี้ยงเกลาของเจ้าหนูตอร์เรส จะได้รับเกียรติให้เป็นกัปตันทีมแอตเลติโก มาดริด ที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น และกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมมาโดยตลอด
ถึงแม้ว่าผลงานของสโมสรจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ชื่อของตอร์เรส ก็กลายเป็นความหวังใหม่ของวงการฟุตบอลสเปน โดยเฉพาะกับเวทีระดับทีมชาติที่ได้รับโอกาสประเดิมนัดแรกในวันที่ 6 ก.ย. 2003 ในการเจอกับโปรตุเกส ก่อนจะทำประตูแรกในนามทีมชาติได้ในการเจอกับอิตาลี ในปีถัดมา
ตอร์เรส ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติแทนที่สายเลือดเก่าอย่างเฟร์นานโด มอริเอนเตส และราอูล กอนซาเลซ โดยเฉพาะในช่วงฟุตบอลโลก 2006 ที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นร่วมกับดาวิด บิย่า อีกหนึ่งความหวังใหม่ของวงการลูกหนังกระทิงดุ ซึ่งในฟุตบอลโลกที่เยอรมัน ตอร์เรส ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีมชาติสเปนในรายการนี้ด้วย
อย่างไรก็ดีหลังกลับมาจากเยอรมัน ตอร์เรส ต้องเผชิญกับกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายทีมหนักกว่าในทุกฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากสโมสรยักษ์ใหญ่หลายทีมต้องการที่จะได้ตัวดาวยิงหน้าเด็กรายนี้ไป ร่วมทีม โดยเฉพาะสโมสรในอังกฤษอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ที่พยายามติดต่อทาบทามมาโดยตลอด แต่กัปตันทีมแอตเลติโก ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจย้ายไปไหน
ทว่า ฤดูกาล 2006-07 ตอร์เรส ก็ตัดสินใจย้ายซบ ลิเวอร์พูล ที่มี ราฟาเอล เบนิเตซ เพื่อนร่วมชาติเป็นกุนซือ ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ (ราว 2,100 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติสโมสรด้วย และแน่นอนว่าเป็นการหักอกอีกหลายสโมสรที่หมายตาอดีตกัปตันทีม “ตราหมี” ไว้เช่นกัน อันรวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และเชลซี
ตอร์เรส เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับทีมดังแห่งเมอร์ซีย์ไซด์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และสื่อรายงานว่าเขาได้ยอมลดค่าเหนื่อยที่ได้รับสูงถึง 103,000 ปอนด์ (ราว 7.21 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ในการเล่นที่สเปน มาเหลือ 90,000 ปอนด์ (ราว 6.3 ล้านบาท) ในการเล่นกับลิเวอร์พูล
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2007 “เอล นินโญ่” ก็ได้ลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกให้กับ แอสตัน วิลล่า ซึ่ง “หงส์แดง” เอาชนะไป 2-1 ส่วน ประตูแรกในพรีเมียร์ชิพ เกิดขึ้นในเกมที่เสมอกับ เชลซี 1-1 โดยเขาทำประตูได้ในนาทีที่ 16 ต่อหน้าแฟนๆ ในแอนฟิลด์ จากนั้น ตอร์เรส ก็ทำแฮตทริกได้ในเกมที่ถล่ม เรดดิ้ง 4-2 ในศึกคาร์ลิ่ง คัพ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2007
จากนั้นกองหน้ารูปหล่อ ก็ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง และจบฤดูกาลด้วยการกดไปถึง 24 ประตูในลีก ซึ่งเป็นรองแค่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น และทำลายสถิติเก่าของ รุด ฟาน นิสเตอรอย อดีตหัวหอกปีศาจแดงในฐานะนักเตะต่างชาติที่ทำประตูสูงสุดในการเล่นพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลแรก
ฤดูกาล 2007/08 ตอร์เรส ทำประตูรวมทุกรายการได้ถึง 33 ประตู อันทำให้เขากลายเป็นนักเตะหงส์แดงคนแรกต่อจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่ทำประตูรวมต่อฤดูกาลได้ถึง 30 ประตู
การทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ และสัญชาตญาณการเป็นกองหน้าของเขาทำให้ ตอร์เรส ครองใจสาวกหงส์แดงได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องสงสัยเลยว่า “เอล นินโญ่” จะกลายเป็นตำนานดาวยิงเบอร์ 9 คนต่อไปในถิ่นแอนฟิลด์ได้อย่างไม่ยากเย็น

|
(นับถึงวันที่ 31 พ.ค. 2008) |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
ยอสซี่ เบนายูน
หนึ่งในนักเตะลิเวอร์พูลที่ทำผลงานได้น่าพอใจ หลังผ่านไป 1 ใน 3 ของเส้นทางการลุ้นแชมป์ ก็คงจะมีชื่อของยอสซี่ เบนายูน มิดฟิลด์ร่างบางจากอิสราเอล รวมอยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
เบ นายูน ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีทักษะดีที่สุดในพรีเมียร์ชิพ และแม้ว่าจะมีรูปร่างเล็กไปบ้าง แต่เขาก็ได้การเคลื่อนที่ที่ปราดเปรียวมาชดเชย
อย่างที่ทราบกันดีว่า ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือลิเวอร์พูล ยึดมั่นกับระบบโรเตชั่น ด้วยเหตุนี้นักเตะหงส์แดงทุกคนจึงต้องพยายามโชว์ฟอร์มให้ดีที่สุดเมื่อได้ รับโอกาสลงสนาม และ เบนายูน ก็มักจะไม่ทำให้เดอะ ค็อป ต้องผิดหวังเมื่อแสดงให้เห็นบ่อยครั้งว่าลูกจ่ายของเขามีประสิทธิภาพมาก เพียงใด เช่นเดียวกับการลากเข้าไปยิงประตูเองด้วย
นักเตะวัย 27 ปี มีฉายาในประเทศบ้านเกิดว่า “The Kid” และ “The Diamond” ที่เปรียบว่าเป็นเหมือนเด็กมหัศจรรย์ และเป็นเพชรน้ำงามของวงการลูกหนังยิว ซึ่งความสามารถอันเอกอุของเขาทำให้ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอิสราเอลแบบ ไร้ข้อกังขา
เบนายูน ฉายแววเก่งมาตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ และเมื่ออายุ 13 ปี เขาก็ได้ลงปกแม็กกาซีนชื่อดังหลายฉบับในประเทศอิสราเอล โดยหลังจากที่เข้าเป็นนักเตะเยาวชนของทีมฮาโปเอล เทล อาวีฟ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เบนายูน ก็โชว์ฟอร์มเตะตาแมวมองของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังของฮอลแลนด์ ที่ได้เชื้อเชิญให้เขาและครอบครัวย้ายไปอยู่แดนกังหันลมขณะที่อายุเพียง 15 ปี
ก่อนวันเกิดครบ 16 ปี เบนายูน ก็กลายเป็นดาวซัลโวในทีมเยาวชนของ อาแจ็กซ์ และเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของทีม และนั่นทำให้ อาแจ็กซ์ ตัดสินใจยื่นข้อเสนอนักเตะอาชีพเป็นเวลา 4 ปีให้กับเขา ทว่า เบนายูน และครอบครัวกลับไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกรุงอัมสเตอร์ดัมได้ จึงได้ตัดสินใจย้ายกลับมาอิสราเอลหลังจากไปอยู่ที่นั่นเพียง 8 เดือน ขณะที่ สื่อและแฟนบอลในประเทศบ้านเกิดวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เบนายูน ทิ้งโอกาสทองไปอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้จะทำได้ถึง 15 ประตูจากการลงสนาม 15 นัดให้กับทีมชุดใหญ่ของ ฮาโปเอล เบียร์ เชว่า แต่นั่นก็ไม่พอที่จะช่วยให้ต้นสังกัดรอดพ้นจากการตกไปเล่นในดิวิชั่น 2 ได้ และทำให้ เบนายูน ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ มัคคาบี้ ไฮฟา มหาอำนาจของอิสราเอล ในปี 1998 และอยู่ที่นั่นจนถึงปี 2002
ฤดูกาล 2000/01 ภายใต้การคุมทีมของอัฟราม แกรนท์ ที่ปัจจุบันเป็นกุนซือของเชลซี เบนายูน เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ ไฮฟา คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอิสราเอลได้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี และได้รับการรับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ก่อนจะช่วยให้ทีมป้องกันแชมป์ลีกได้ในปีต่อมา
จากนั้น เบนายูน ได้ย้ายไปเล่นให้กับ ราซิ่ง ซานตานเดร์ ในสเปน และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะขวัญใจแฟนบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูกาล 2004/05 ที่เขาเป็นหนึ่งในดาวซัลโวสูงสุดของสโมสร
ฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นทั้งในทีมชาติและกับราซิ่ง ทำให้มีหลายทีมให้ความสนใจที่จะคว้าตัว เบนายูน ไปร่วมทีม ซึ่งรวมถึง ซีเอสเคเอ มอสโก, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล, เวสต์แฮม และ โบลตัน ก่อนที่จะเป็นทีม “ขุนค้อน” ที่ได้ลายเซ็นต์ของมิดฟิลด์ตัวรุกชาวยิว ไปร่วมทีมในเดือนกรกฏาคม 2005 ด้วยสัญญา 4 ปี มูลค่า 2.5 ล้านปอนด์ (ราว 175 ล้านบาท)
เบนายูน มีโอกาสได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ครั้งที่ 125 ซึ่งเจ้าตัวถึงกับหลั่งน้ำตาหลัง เวสต์แฮม พ่าย ลิเวอร์พูล ในการดวลจุดโทษหาแชมป์ในปี 2006 หลังเสมอกัน 3-3 เมื่อจบการต่อเวลาพิเศษ และนั่นก็ทำให้แฟนบอลขุนค้อนรักดาวเตะทีมชาติอิสราเอลรายนี้มากขึ้นเพราะได้ เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยให้ทีมประความสำเร็จ
ฤดูกาล 2006/07 เพลย์เมกเกอร์ร่างบางก็กลายเป็นฮีโร่ให้กับทีมขุนค้อนเมื่อช่วยสกัดลูกยิง ของ คีแรน ริชาร์ดสัน และ อลัน สมิธ ในนัดสุดท้ายของซีซั่นที่พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างเฉียดฉิว
แม้ว่าจะตกลงกับ เวสต์แฮม ว่าจะต่อสัญญาใหม่ออกไปอีก 5 ปีในเดือนพฤษภาคม 2007 แต่หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ติดต่อเข้ามาอย่างเป็นทางการ เบนายูน ก็เปลี่ยนใจ และหันไปซบทีมหงส์แดง ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ (ราว 350 ล้านบาท) ด้วยสัญญา 4 ปี เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และมีการเปิดตัวเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่นแอนฟิลด์อย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับ ไรอัน บาเบล ปีกชาวดัตช์
เบนายูน ประเดิมสนามให้กับ ลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือก รอบ 3 นัดแรก ที่พบกับ ตูลูส จากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา
6 สัปดาห์หลังจากนั้นเขาก็พังประตูแรกในสีเสื้อเดอะ เร้ดส์ ได้ในเกมที่เอาชนะ เรดดิ้ง 4-2 ในศึกคาร์ลิ่ง คัพ จากเลี้ยงหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงอย่างสวยงาม
ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เบนายูน ก็ทำแฮตทริกแรกให้กับลิเวอร์พูล ในเกมที่ถล่ม เบซิคตัส 8-0 ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม พร้อมกับจ่ายให้เพื่อนร่วมทีมทำอีก 2 ประตูด้วย ซึ่งถือว่าเป็นแมตช์ที่ดาวเตะทีมชาติอิสราเอลเป็นพระเอกให้กับหงส์แดงอย่าง เต็มตัว
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
*ข้อมูลนับถึงวันที่ 12 พ.ย. 2550
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
เซร์จิโอ ‘กุน’ อเกวโร่
ดาวจรัสแสงดวงล่าสุดจากอาร์เจนติน่า ที่กำลังเปล่งประกายพรสวรรค์ในวงการฟุตบอลแดนกระทิงดุ กับเจ้าของขวัญใจคนใหม่ในทีม “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด – เซร์จิโอ “กุน” อเกวโร่
เซร์ จิโอ ลีโอเนล อเกวโร่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เอล กุน” เป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งชาวอาร์เจนติน่า ที่มีอนาคตน่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยสไตล์การเล่นที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และเทคนิคอีกทั้งยังมีความเฉียบขาด และดุดันในเวลาเดียวกัน
เส้นทางชีวิตของอเกวโร่ เริ่มต้นกับสโมสรฟุตบอลในบ้านเกิดอย่างอินดิเพนเดี้ยนเต้ และสร้างปรากฏการณ์ด้วยการเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนามในลี กฟุตบอลอาร์เจนติน่า ในเกมกับซาน ลอเรนโซ่ ด้วยวัยเพียงแค่ 15 ปี กับอีก 35 วัน (เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2003)
ที่เป็นที่ฮือฮาก็คืออเกวโร่ ได้ทำลายสถิตินักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดตลอดกาลที่มีเจ้าของเดิมชื่อดีเอโก้ อาร์มันโด มาราโดน่า ตำนานเทพเจ้าลูกหนังของชาวอาร์เจนติน่า
ผลงานของอเกวโร่ โดดเด่นอย่างมากตลอดระยะเวลา 3 ปีกับอินดิเพนเดียนเต้ โดยค่อยๆปักหลักเป็นกองหน้าตัวหลักของทีม และทำผลงานได้ดีโดยยิงได้ถึง 23 ประตูจากการเล่น 53 นัด
แน่นอนว่ารัศมีของ “เอล กุน” ที่เป็นสมญาที่ได้จากการที่เป็นคนชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น (กุน ก็คือ “คุง” ในภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง) เข้าตาของสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปเข้าอย่างจัง
หนึ่งในสโมสรแรกๆที่มีการอ้างถึงอเกวโร่ ก็คือทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่เจ้าตัวเองเคยยอมรับว่าสนใจอยากย้ายมาเล่นในแอนฟิลด์ใจจะขาด แต่สุดท้ายทางด้านราฟาเอล เบนิเตซ นายใหญ่หงส์แดงก็ปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าลิเวอร์พูล ไม่สนใจกองหน้าดาวรุ่งรายนี้ที่คาดว่าจะมีค่าตัวถึงหลัก 10 ล้านปอนด์ตแอย่างใด
เมื่อถึงเดือน เม.ย.2006 ก็มีข่าวด่วนว่าเป็น “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ที่ปฏิบัติการสุดรวดเร็วคว้าตัวอเกวโร่ มาร่วมทีมได้ตัดหน้าทีมอื่นๆอีกนับสิบที่หวังจะได้กองหน้าพรสรรค์รายนี้เช่น กัน
แต่ถึงทางด้านอินดิเพนเดียนเต้ยังได้ปฏิเสธข่าวนี้ในทีแรก อเกวโร่ กลับให้สัมภาษณ์ต่อหน้าทีวีในอาร์เจนติน่าว่า “แม้ผมจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ แต่นี่ก็อาจจะเป็นประตูสุดท้ายของผมและเป็นเกมสุดท้ายของผมกับทีมแล้ว”
จากนั้นในวันที่ 39 พ.ค. 2006 ก็มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าแอตเลติโก มาดริด ได้ตกลงซื้ออเกวโร่ ไปร่วมทีมโดยไม่มีการเปิดเผยค่าตัวแต่คาดกันว่าจะอยู่ที่ราว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้อเกวโร่ เป็นนักเตะที่แพงที่สุดของสโมสรไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตามผลงานในฤดูกาลแรกของอเกวโร่ ในบิเซนเต้ กัลเดร่อน ไม่สวยงามนัก เมื่อไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นของทีมได้ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะไม่สามารถจับคู่กับกัปตันอย่างเฟร์นานโด ตอร์เรส ศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของทีมได้ และไม่ใช่แค่ผลงานส่วนตัวไม่เข้าตา ผลงานของทีมก็ไม่เข้าฟอร์มด้วยเหมือนกัน
แต่กระนั้น “เอล กุน” ก็ยังสร้างชื่อได้จากการทำประตูที่เหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นลูกยิงในมุมที่เหลือเชื่อในเกมโคป้า เดล เรย์ นัดกับเลบานเต้ หรือในเกมที่บุกไปยันเสมอกับบาร์เซโลน่าได้ถึงคัมป์ นู ที่วิ่งแซงการ์เลส ปูโยล กัปตันบาร์ซ่าเข้าไปรับลูกจ่ายทะลุช่องก่อนยิงผ่านบิคตอร์ บัลเดสอย่างเหนือชั้น
จากนั้นเมื่อจบฤดูกาล 2006-07 อเกวโร่ ก็ไปสร้างชื่อในฐานะสุดยอดนักเตะดาวรุ่งสายเลือดใหม่ของวงการฟุตบอลโลกใน รายการฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลกรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีที่รุ่นพี่อย่างฮาเวียร์ ซาวิโอล่า หรือลิโอเนล เมสซี่ เคยสร้างชื่อมาก่อน
ในรายการนี้อเกวโร่ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และสามารถนำทีม “ฟ้าขาว” คว้าแชมป์ได้โดยเป็นผู้ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศไล่ตีเสมอทีมสาธารณรัฐเชคได้ ก่อนจะแซงชนะไป 2-1 คว้าแชมป์ไปครองได้อีกสมัย
ผลงานดังกล่าวทำให้อเกวโร่ ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์อย่างไม่ต้องสงสัย และยังคว้ารางวัลลูกฟุตบอลทองคำหรือรางวัลดาวซัลโวไปครองด้วยจำนวน 6 ประตู
ด้วยแรงกำลังใจจากผลงานในรายการดังกล่าว ทำให้เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ “เอล กุน” ก็กลับมาทำผลงานได้อย่างสุดยอด เมื่อกลายเป็นเสาหลักของทีมแทนที่ของตอร์เรสที่ย้ายไปอยู่กับลิเวอร์พูล โดยมีคู่ขารุ่นพี่อย่างดีเอโก้ ฟอร์ลัน อดีต “เอล ปิชิชี่” หรือดาวซัลโวลา ลีกา ที่ย้ายมาจากบียาร์เรอัล มาจับคู่ด้วย และระเบิดผลงานได้อย่างสุดยอด
ความร้อนแรงของอเกวโร่ ทำให้อัลฟิโอ บาซิเล่ โค้ชทีมฟ้าขาวคนปัจจุบันเรียกตัวอเกวโร่ มาติดทีมชาติในเวลานี้และค่อยๆแทรกตัวเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของทีม และน่าจะมีลุ้นถึงขั้นเป็นตัวหลักในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ในอีก 2 ปีข้างหน้า
และนี่คือนักฟุตบอลดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในเวลานี้ เซร์จิโอ “กุน” อเกวโร่
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
ซามูแอล เอโต้
หนึ่งในศูนย์หน้าที่ครบเครื่องที่สุดในยุโรปก็ คงจะมีชื่อของ ซามูแอล เอโต้ ของบาร์เซโลน่า รวมอยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ล่าสุดเจ้าตัวก็เพิ่งสร้างชื่อด้วยการเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ หลังกดไป 16 ประตูให้กับทีมชาติแคเมอรูน
เอ โต้ เริ่มฉายแววความโดดเด่นในวงการฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น เพราะนอกจากสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งตามแบบฉบับนักเตะจากวีปแอฟริกาแล้ว เขายังมีทักษะและสัญชาตญาณการทำประตูที่ยอดเยี่ยมด้วย และนั่นทำให้เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่ของสเปน เซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาร่วมทีมตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่อายุยังน้อยมากทำให้ เอโต้ ไม่มีโอกาสได้ลงเล่นให้กับทีม “ราชันชุดขาว” ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวให้ เลกาเนส ยืมตัว
ขณะที่ อายุได้ 17 ปี 3 เดือน เขาก็กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส และเป็นผู้เล่นที่คนเดียวที่เกิดในทศวรรษ 80 ด้วย
หลังหมดสัญญายืมตัวกับ เลกาเนส เอโต้ ก็ถูกเรอัล มาดริด ส่งให้ไปหาประสบการณ์กับ เอสปันญ่อล แต่ได้ลงสนามเพียงน้อยนิด ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมเรอัล มายอร์ก้า แบบยืมตัวเช่นเคย ซึ่งหลังจากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างประทับใจให้กับ “ทีมชาวเกาะ” มายอร์ก้า ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาคว้าตัว หัวหอกชาวแคเมอรูน มาร่วมทีม โดยมีสถานะเป็นเจ้าของร่วมกับเรอัล มาดริด
ระหว่างที่อยู่กับ มายอร์ก้า เขากลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ของสโมสร หลังกดไปทั้งสิ้น 54 ประตู จากนั้น ก็ย้ายมาร่วมทีมบาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์ปี 2004 ด้วยค่าตัว 24 ล้านยูโร (ราว 1,152 ล้านบาท) หลังจากการเจรจาที่ยาวนาน 3 ฝ่าย ร่วมกับมารยอร์ก้า และ เรอัล มาดริด ซึ่งนั่นทำให้ เอโต้ กลายเป็นนักเตะจากแคเมอรูนคนแรก ที่ได้เล่นให้ทีมยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลัน
เอโต้ ประเดิมสนามนัดแรกให้กับ บาร์ซ่า ในเกมลีกที่พบกับ ราซิ่ง ซานตานเดร์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2004 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็กลายเป็นเครื่องจักรถล่มประตูให้กับทีม “เจ้าบุญทุ่ม” มาตลอด โดยฤดูกาลแรกทำไป 25 ประตู และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกมาครอง เนื่องจากประตูที่ทำได้ในเกมกับ เลบานเต้ กลายเป็นประตูตัดสินแชมป์ โดยเขาใช้เวลาเพียง 67 นัด ก็สามารถทำสถิติยิงครบ 50 ประตูให้กับ บาร์ซ่า ได้อย่างรวดเร็ว
ฤดูกาล 2005-06 เอโต้ ก็จบด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลา ลีก้า หลังทำไป 26 ประตู และในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2007 เขาก็เป็นคนทำประตูตีเสมอให้กับ บาร์ซ่า ก่อนที่จะแซงชนะ อาร์เซน่อล และคว้าแชมป์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปไปครองในที่สุด
นับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่ในถิ่นคัมป์ นู เขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอด จนทำให้ได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา 3 ปีซ้อน (2004-06) โดย เอโต้ ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่ทุ่มเทให้กับทั้งทีมชาติอย่างเต็มที่ และนั่นก็ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของคนทั้งชาติ
ในส่วนของทีมชาติ เอโต้ ก็ประสบความสำเร็จมามากมายเช่นกัน โดยพาทีมแคเมอรูน คว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2000 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และในปีเดียวกันก็คว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ด้วย โดยทีม “หมอผี” ได้เป็นเจ้าแห่งกาฬทวีปอีกครั้งในปี 2002
อย่างไรก็ตาม เอโต้ และทีมชาติแคเมอรูน ก็ต้องอกหักพ่าย อียิปต์ ในรอบชิงชนะเลิศในปี 2008 ซึ่งเขาจบด้วยการเป็นดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์หลังทำไป 5 ประตู และกลายเป็นนักเตะที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลในศึกแอฟรืกัน เนชั่นส์ คัพ ด้วยจำนวน 16 ประตู
จากคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมทั้งหมดทำให้ เอโต้ ได้รับความสนใจจากหลายทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป ซึ่งรวมถึง เชลซี และ ลิเวอร์พูล ด้วย แต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันที่จะเป็นกำลังสำคัญให้กับ บาร์เซโลน่า ต่อไป
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ความสำเร็จกับบาร์เซโลน่า
2006-07 แชมป์สแปนิช ซูเปอร์คัพ
2005-06 แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
2005-06 แชมป์ลา ลีก้า
2005-06 แชมป์สแปนิช ซูเปอร์คัพ
2004-05 แชมป์ลา ลีก้า
ความสำเร็จกับทีมชาติแคเมอรูน
2008 รองแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ
2003 รองแชมป์คอนเฟดเดอเรชั่น คัพ
2002 แชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ
2000 แชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ
2000 เหรียญทองโอลิมปิก ที่ซิดนีย์
ความสำเร็จส่วนตัว
2005-06 ดาวซัลโว ลา ลีก้า
2004-05 อันดับ 3 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า
2004-05 นักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา
2003-04 นักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา
2002-03 นักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
อังเดร อาร์ชาวิน
เพลย์เมกเกอร์ร่างเล็กชาวรัสเซีย แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวในศึกยูโร 2008 เมื่อพาทีม “หมีขาว” ทะลุเข้าถึงรอบตัดเชือก หลังจากที่เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก หักปากกาเซียนด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ 2007/08 มาแล้ว
การ เล่นอยู่ในลีก รัสเซีย ทำให้แฟนบอลทั้งในยุโรปและบ้านเราอาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องของ อาร์ชาวิน มากนัก จนกระทั่งเขาสามารถนำ เซนิต ผงาดคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยเล็กมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการถล่ม “เต็งหนึ่ง” อย่างบาเยิร์น มิวนิค แบบเละเทะในรอบตัดเชือก ก่อนจะมาเจิดจรัสในเวทียูโร 2008 จนได้รับความสนใจจากหลายสโมสรอยู่ในเวลานี้
หลังจากที่เรียนจบจากโรงเรียนฟุตบอลสเมน่า อาร์ชาวิน ก็ได้เริ่มต้นลงเล่นอาชีพกับเซนิต-2 ซึ่งอยู่ในระดับดิวิชั่น 2 ของลีกหมีขาว ในปี 1999
ถัดมาปีเดียว อาร์ชาวิน ก็ถูกเรียกต่อขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของเซนิต และได้ประเดิมสนามครั้งแรกในเกมที่เอาชนะ แบร๊ดฟอร์ด ซิตี้ 3-0 ในศึกอินเตอร์โตโต้ คัพ โดยเขาเริ่มต้นจากการเป็นมิดฟิลด์ฝั่งขวา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก และขยับมาเล่นเป็นกองหน้าตัวต่ำในท้ายที่สุด
ความสามารถเฉพาะตัวอันยอดเยี่ยมและการเป็นผู้นำ ทำให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของรัสเชียน พรีเมียร์ ลีก ไปครองในปี 2000 แบบไร้ข้อโต้แย้ง
ฤดูกาล 2007 อาร์ชาวิน ช่วยให้ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก คว้าแชมป์ลีกไปครอง ด้วยการลงเล่นเป็นตัวจริงทั้ง 30 นัด และจบซีซั่นด้วยการกดไป 10 ประตู และทำแอสซิสต์ไปอีก 11 ลูก และนั่นเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกของสโมสร นับตั้งแต่มีการก่อตั้งลีกสูงสุดของรัสเซียขึ้นมาเมื่อปี 1984 นอกจากนั้น ยังช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ด้วย
ในเดือนมิถุนายน 2008 ดิ๊ค อัตโวคาท กุนซือของเซนิต ประกาศว่า อาร์ชาวิน ต้องการจะย้ายจากสโมสร และในวันที่ 26 เดือนเดียวกัน เซนิต ก็ได้ยืนยันว่า บาร์เซโลน่า ได้ติดต่อขอซื้อหัวหอกทีมชาติรัสเซียจริง หลังจากที่เจ้าตัวเผยว่ามี “เจ้าบุญทุ่ม” เป็นสโมสรในดวงใจมาตั้งแต่เด็ก
นอกจากนั้น อาร์ชาวิน ยังตกเป็นข่าวกับเชลซี และ อาร์เซน่อล สองทีมดังจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยค่าตัวราว 10 ล้านปอนด์ (670 ล้านบาท) ด้วย
ด้าน ผลงานกับทีมชาตินั้น อาร์ชาวิน ได้ลงเล่นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2002 ในเกมที่พบกับ เบลารุส ขณะที่ประตูแรกในนามทีมชาติเกิดขึ้นในนัดกระชับมิตรกับ โรมาเนีย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2003 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็ทำประตูได้อย่างต่อเนื่องในทุกรายการที่ทีม “หมีขาว” ลงแข่งขัน โดยเขาได้เป็นกัปตันทีมในศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือกกับ เอสโตเนีย ด้วย
อาร์ชาวิน มีชื่ออยู่ในทีมชาติรัสเซีย ชุดลุยศึกยูโร 2008 ภายใต้การคุมทีมของ กุส ฮิดดิงค์ แม้ว่าจะไม่สามารถลงเล่น 2 นัดแรกในรอบแบ่งกลุ่มได้เพราะติดโทษแบนมาจากรอบคัดเลือกก็ตาม แต่เมื่อมีโอกาสได้กลับมาเล่นในนัดสุดท้ายเขาก็สามารถทำแอสซิสต์ให้เพื่อนทำ ประตูแรก ก่อนจะมามีชื่อเป็นผู้ทำประตูเองในลูกที่ 2 ซึ่ง รัสเซีย เอาชนะ สวีเดน พร้อมกับผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ได้แบบพลิกความคาดหมาย
ในเกมต่อมา อาร์ชาวิน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ฮิสดิงค์ คิดไม่ผิดที่ตัดสินใจใส่ชื่อเขาอยู่ในทีม เมื่อโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและมีส่วนในการทำประตูถึง 2 ลูกในช่วงต่อเวลาพิเศษ ให้ “หมีขาว” พลิกล็อกเอาชนะทีมเต็งแชมป์อย่าง ฮอลแลนด์ ไปได้ 3-1 โดยทั้งสองแมตช์ เขาไดรับการคัดเลือกจากยูฟ่า ให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในรอบรองชนะเลิศ อาร์ชาวิน ไม่สามารถทำผลงานได้ดีเหมือนเดิม และการที่เขาถูกปิดตายจากเกม ก็ทำให้ รัสเซีย ถูก สเปน ถล่มยับ 3-0 ก่อนที่ “กระทิงดุ” จะกรุยทางสู่การคว้าแชมป์ด้วยการเฉือนชนะ เยอรมัน 1-0 กระนั้นก็ตาม เขายังได้รับการคัดเลือกจากยูฟ่าให้ติดทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ด้วย
การถูกตัดไปจากเกมอย่างสิ้นเชิงนั้น ทำให้ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซืออาร์เซน่อล ตั้งคำถามว่า อาร์ชาวิน จะแข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดได้ตลอดฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่ ขณะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ยอดโค้ชชาวโปรตุกีส ก็ออกมายืนยันว่าเขาไม่สนใจที่จะดึงเพลย์เมเกอร์ร่างเล็กรายนี้มาเล่นให้ อินเตอร์ มิลาน เพราะไม่แน่ใจว่าจะดีพอสำหรับลีกที่ดีที่สุดในโลกอย่างอิตาลีได้
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
ดีดีเย่ร์ ดร็อกบา
นับตั้งแต่ย้ายมาเป็นสมาชิกในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 2004 ดร็อกบา ก็กลายเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุโรป และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เชลซีผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ถึง 2 สมัยด้วย
หัว หอกทีมชาติไอวอรี่โคสต์ ที่สื่อเรียกขานกันว่า “The Drog” เป็นนักเตะที่ถือว่าแจ้งเกิดค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับผู้เล่นส่วนใหญ่ที่มัก จะเริ่มเจิดจรัสกันตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น
อย่างไรก็ตาม แม้อายุจะใกล้แตะเลข 3 เข้าไปทุกขณะ แต่ ดร็อกบา ก็ยังมีพร้อมทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และความทุ่มเท ที่พร้อมจะสร้างความหนักใจให้กองหลังทีมคู่แข่งได้เสมอ จนมีข่าวว่า บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ของสเปน พร้อมจะทุ่มเงินก้อนโตเพื่อดึงไล่ตาข่าย
ดร็อกบา ระเบิดฟอร์มได้สุดยอดในฤดูกาล 2006/07 เมื่อเหมาคนเดียวถึง 33 ประตูรวมทุกรายการ และทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ทำประตูให้เชลซีได้มากที่สุด นับตั้งแต่ที่ เคอร์รี่ ดิ๊กสัน เคยทำได้ในฤดูกาล 1984/85 และ 20 ประตูที่ทำได้ในลีก ก็ทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ชิพไปครอง
นอกจากนั้น การลงสนามทั้งหมด 60 นัด ยังทำให้เขาเป็นนักเตะที่ลงสนามต่อซีซั่นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสรด้วย
ไม่เพียงแต่จะทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ดร็อกบา ยังมักจะเป็นคนทำประตูสำคัญๆ ซึ่งรวมถึงการเหมาคนเดียว 2 ลูกให้ “สิงห์บลูส์” เอาชนะ อาร์เซน่อล 2-1 พร้อมกับคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ไปครองในปี 2007, ทำประตูได้ในเกมที่พบกับ บาร์เซโลน่า ทั้งเหย้าและเยือน ก่อนจะกลายเป็นนักเตะจากทวีปแอฟริกาคนแรก ที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ได้ ซึ่งเป็นประตูชัยที่ทำให้เชลซี เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ดร็อกบา ย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย มาร่วมทีมเชลซี ในช่วงซัมเมอร์ปี 2004 ด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ (ราว 1,680 ล้านบาท) พร้อมกับตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก เอิง ฝรั่งเศส เป็นเครื่องการันตีความสามารถ
นักเตะผู้พาไอวอรี่โคสต์ได้ร่วมสังฆกรรมในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อ ปี 2006 ย้ายจากทวีปแอฟริกา มาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนจะเริ่มต้นเล่นฟุตบอลในตำแหน่งแบ็กขวา
หลังจากที่ได้เล่นให้กับสโมสรเล็กๆ มาแล้วหลายครั้ง ดร็อกบา ก็ตัดสินใจที่จะปฏิเสธข้อเสนอการทดสอบฝีเท้ากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก่อนจะร่วมทีม เลอ ม็องส์ ในดิวิชั่น 2 ของเมืองน้ำหอม และเลื่อนขึ้นมาเล่นในลีก เอิง กับ แก็งก็อง
การทำได้ 17 ประตูในฤดูกาล 2002/03 ได้เตะตาโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ขณะนั้นยังเป็นผู้จัดการทีมของปอร์โต้ ทว่า ทีมดังของโปรตุเกส ไม่มีเงินพอที่จะซื้อ ดร็อกบา มาร่วมล่าตาข่ายได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจย้ายซบ มาร์กเซย
ในฤดูกาลที่ 2 กับโอแอ็ม หัวหอกไอวอรี่โคสต์ ก็ซัดไป 18 ประตูจากการลงสนามในลีก 35 นัด และทำได้ 6 ประตูในการแข่งขันยูฟ่า คัพ ซึ่งมาร์กเซย ทะยานเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ
จากนั้น “เดอะ ดร็อก” ก็ได้เซ็นสัญญากับ เชลซี ซึ่งมี มูรินโญ่ เป็นนายใหญ่ของทีม และกลายเป็นกำลังสำคัญในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ นับตั้งแต่ฤดูกาล 2004/05 จวบจนถึงปัจจุบัน
นอกจากจะเป็นศูนย์หน้าที่เชลซีแทบจะขาดไม่ได้แล้ว ดร็อกบา ยังเป็นกัปตันทีมชาติไอวอรี่โคสต์ด้วย และผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขาก็ทำให้ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทวีป แอฟริกาปี 2006 ไปครอง โดยเขาติดทีมชาติเป็นครั้งแรก ในเกมที่เสมอกับแอฟริกาใต้ 0-0 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2002 และเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีม “ช้างดำ”
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ความสำเร็จในการเล่นอาชีพ
- นักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกาปี 2006
- แชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2007 กับเชลซี
- ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2006/07 กับเชลซี (20 ประตู)
- แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2005/2006 กับเชลซี
- แชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ กับ เชลซี ในปี 2005
- แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2004/2005 กับเชลซี
- แชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2005 กับเชลซี
- รองแชมป์ยูฟ่า คัพ ปี 2004 กับ มาร์กเซย
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
เวย์น รูนี่ย์
ถ้าจะเอ่ยถึงความหวังสูงสุดของชาวอังกฤษในเวลา นี้ คงจะหนีไม่พ้นเวย์น รูนี่ย์ กองหน้าเจ้าของร่างอวบอั๋นที่หลายคนแซวว่า “หมู” แต่ฝีเท้าจริงๆ นอกจากจะไม่ใช่หมูธรรมดาแล้ว รูนี่ย์ ยังดุดันไม่ต่างจาก “หมูป่า” อีกด้วย!
เวย์ น มาร์ค รูนี่ย์ 1 ใน 3 ลูกชายของบ้านรูนี่ย์ เป็นนักเตะที่มีความมหัศจรรย์มากที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษในยุคนี้ เหนือยิ่งกว่าไมเคิล โอเว่น กองหน้ามหัศจรรย์ของทีมลิเวอร์พูลเสียอีก และที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือทั้งคู่แจ้งเกิดในสโมสรร่วมเมืองเดียวกัน แต่เป็นคนละสี
โอเว่น คือขวัญใจสีแดงของลิเวอร์พูล ขณะที่รูนี่ย์ คือความภาคภูมิใจของชาวเอฟเวอร์โตเนี่ยนสีน้ำเงิน
รูนี่ย์ มีบ้านเกิดอยู่ในย่านคร็อกซ์เทธ และได้รับแรงบันดาลใจในการฝากตัวเป็นสาวกท๊อฟฟี่เม็นจากครอบครัว และยังคงมีใจให้กับเอฟเวอร์ตันเสมอ โดยภาพที่ประทับใจผู้คนคือการสวมเสื้อยืดที่พิมพ์ลายสกรีนว่า “Once a blue, Always a blue”
แน่นอนว่าด้วยความรักที่มีต่อเอฟเวอร์ตัน ทำให้เจ้าหนูรูน มีความปรารถนาที่จะสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มลงเล่นในสนามกูดิสัน ปาร์ค ต่อหน้าชาวเอฟเวอร์โตเนี่ยนทั้งผอง และฝันนั้นของรูนี่ย์ ก็เริ่มมีเค้าลางความจริงเมื่อเขาได้รับการเซ็นสัญญาเป็นผู้เล่นในทีมเยาวชน ในวันเกิดอายุครบรอบ 11 ปี อันเป็นผลพวงมาจากผลงานที่โดดเด่นสุดๆในสมัยเป็นนักเรียนโรงเรียน ลิเวอร์พูล สคูลบอยส์ และทีมเยาวชนเดอะ ไดนาโม บราวนิ่งส์
หลังจากนั้นรูนี่ย์ ก็ใช้เวลาขัดเกลาตัวเองอยู่ในรั้วหัวใจของชาวกูดิสัน ปาร์ค และรอเวลาที่จะเปล่งประกายเป็นดาวจรัสแสงดวงใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ
ชีวิตบางครั้งก็เหมือนเทพนิยาย และความสำเร็จก็อาจมาโดยไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องราวบทแรกในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาก็ต้องถูกจารึกไว้ เมื่อกลายเป็นผู้ทำประตูที่อายุน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกได้ด้วยวัยเพียง 16 ปีกับอีก 360 วัน (ก่อนที่จะโดนแซงหน้าไปอีก 2 ครั้ง) ในวันที่ 19 ต.ค. 2002
แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือประตูแรกของรูนี่ย์ มีความหมายอย่างยิ่งเพราะเป็นประตูในช่วงนาทีสุดท้ายที่ช่วยให้เอฟเวอร์ตัน เอาชนะอาร์เซนอล ที่ไม่เคยแพ้ใครมา 30 เกมได้สำเร็จ และยังเป็นประตูสุดสวยด้วยการปั่นไซด์โค้งระยะกว่า 30 หลาเข้าสามเหลี่ยมมุมบนแบบสุดอัศจรรย์อีกด้วย
นับตั้งแต่นั้นมา รูนี่ย์ ก็ถูกจับตามองจากสื่อมวลชนในอังกฤษ และได้รับการยกย่องให้เป็นวันเดอร์คิดคนใหม่ของวงการฟุตบอล และได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี 2002 ด้วยเมื่อจบฤดูกาลแรก
แต่ชีวิตของรูนี่ย์ ก็ประสบปัญหาในฤดูกาลต่อมา เมื่อเอฟเวอร์ตัน มีผลงานตกต่ำลงอย่างน่ากลัว ขณะที่รูนี่ย์ เองก็มีปัญหาอาการบาดเจ็บและฟอร์มการเล่นที่ดร็อปลงไปมาก รวมทั้งยังเริ่มมีพฤติกรรมในทางที่ไม่เหมาะสมเช่นการไปเที่ยวสถานเริงรมย์ และมีรสนิยมชอบสาวงามเมืองที่มากประสบการณ์เป็นต้น
อย่างไรก็ดี คนเมื่อถูกฟ้าลิขิตมาให้เป็นดาวประดับฟ้า อะไรจะมาหยุดนักเตะที่มีพรสวรรค์สูงสุดอย่างรูนี่ย์ได้
รูนี่ย์ กลับมาแจ้งเกิดได้อย่างยิ่งใหญ่แบบเต็มตัวในช่วงศึกยูโร 2004 โดยได้ถูกเรียกตัวจากสเวน โกรัน เอริคส์สัน ให้เข้ามาติดทีมชาติ โดยมีไมเคิล โอเว่น สตาร์รุ่นพี่เป็นคู่หู ซึ่งก่อนหน้านั้นรูนี่ย์ เคยถูกเรียกตัวติดทีมชาติมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว โดยเกมแรกที่ได้ลงเล่นในสีเสื้อสิงโตคำรามคือเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติ ออสเตรเลีย ในวันที่ 12 ก.พ. 2003 และเป็นอีกครั้งที่ทำสถิติเป็นผู้เล่นทีมชาติอังกฤษที่อายุน้อยที่สุด (ก่อนจะโดนธีโอ วัลค็อตต์ วันเดอร์คิดคนต่อมาทำลายในปีกลาย)
ในยูโร 2004 ที่โปรตุเกส รูนี่ย์ สามารถผลิตผลงานระดับเทวดาเรียกพี่ได้ และเป็นแกนนำคนสำคัญในทีมไปอย่างไม่น่าเชื่อ กลบรัศมีของดาวเด่นอย่างโอเว่นลงสนิท ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน กล้าหาญ และเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ในการเล่น
รูนี่ย์ ยังเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในศึกฟุตบอลชิง แชมป์แห่งชาติยุโรปด้วยเมื่อทำได้ 2 ประตูในเกมกับสวิตเซอร์แลนด์ แต่ก็ถูกโยฮัน ฟอนลันเธน กองหน้าทีมชาติสวิสแก้ตัวคืนได้ในอีก 4 วันถัดมา
ฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของรูนี่ย์ ทำให้ทีมชาติอังกฤษมีความหวังที่จะประสบความสำเร็จในเวทีระดับชาติอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ต้องฝันสลายเมื่อรูนี่ย์ เกิดได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับโปรตุเกส จนต้องเปลี่ยนตัวออกจากสนาม ก่อนที่ทีมสิงโตคำรามจะตกรอบด้วยการพ่ายจุดโทษ
อาการบาดเจ็บของรูนี่ย์ มีการเปิดเผยว่าเป็นอาการกระดูกเท้าแตก และต้องพักรักษาตัวอีกหลายเดือน แต่มันก็กลายเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทีมต่างๆที่จะตามล่าเจ้าหนู มหัศจรรย์คนนี้ไปร่วมทีม ขณะที่เอฟเวอร์ตัน ต้นสังกัดพยายามสุดชีวิตเพื่อจะปกป้องสมบัติล้ำค่าของแฟนบอลเอาไว้ให้ได้
แต่ถึงจะรักเอฟเวอร์ตันแค่ไหน รูนี่ย์ ก็ไม่สามารถปฏิเสธโอกาสที่จะได้เติบโตก้าวหน้าไปอีกหลายก้าวกับทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ ซึ่งแม้ว่าเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะต้องยอมเสี่ยงซื้อนักเตะที่ยังบาดเจ็บอยู่มาด้วยค่าตัวถึงกว่า 27 ล้านปอนด์ แต่รูนี่ย์ ก็ได้ตอบแทนความไว้วางใจด้วยผลงานเหนือเมฆในเกมแรกที่ลงสนามด้วยการยิงแฮ ตทริกทันทีในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
กระนั้นฟอร์มการเล่นของเขาก็ยังไม่ค่อยมีความสม่ำเสมอมากนัก เนื่องจากแมนฯ ยูไนเต็ด เองก็มีปัญหาความไม่ลงตัวโดยเฉพาะรุด ฟาน นิสเตลรอย กองหน้าตัวค้ำที่มีปัญหาคาใจกับทางคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกดาวรุ่งของทีมจนเป็นชนวนบาดหมางและลงเอยที่กองหน้าชาวฮอลแลนด์ ที่เป็นดาวซัลโวประจำทีมต้องย้ายออกไปในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา
แต่การย้ายออกไปของฟาน นิสเตลรอย กลับเป็นผลดี เมื่อรูนี่ย์ ได้มีบทบาทในฐานะหัวใจสำคัญในเกมรุกอย่างจริงจัง โดยมีหลุยส์ ซาฮา เป็นคู่หูคนใหม่ที่เข้าขากันได้ดี รวมถึงโรนัลโด้ ที่เคยมีข่าวหมางใจกันในช่วงฟุตบอลโลก 2006 ก็จับมือผนึกกำลังกันได้อย่างน่ากลัว
สำหรับฟุตบอลโลก 2006 นั้นเป็นอีกครั้งที่รูนี่ย์ ต้องผิดหวังด้วยฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ เนื่องจากก่อนหน้าจะเริ่มฟุตบอลโลกที่เยอรมันไม่ถึง 2 เดือน เกิดได้รับบาดเจ็บกระดูกเท้าแตกที่เดิมและต้องเร่งรักษาตัวท่ามกลางการเอาใจ ช่วยของแฟนบอลชาวผู้ดี แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝัน
ขณะที่ตัวเก๋าๆ อย่างพอล สโคลส์ และไรอัน กิ๊กส์ ก็เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อีกครั้งจนพลพรรคอสูรแดงไล่ต้อนคู่แข่งทั่วราช อาณาจักรและมีลุ้นประสบความสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพอีกครั้งใน ฤดูกาลนี้
โดยที่มี “คิง” คนใหม่ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด อย่างเวย์น รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญ ..

|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล
