เฟร์นานโด ตอร์เรส
“เอล นินโญ่” เฟร์นานโด ตอร์เรส กลายเป็นขวัญใจเดอะ ค็อป อย่างรวดเร็ว และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในโลก และหลังจากที่กดไปถึง 33 ประตูในฤดูกาลแรกกับลิเวอร์พูลแล้ว กองหน้ารูปหล่อรายนี้ก็พร้อมที่จะช่วยให้สเปนลุ้นความสำเร็จในศึกยูโร 2008 ด้วย
เฟร์ นานโด โฆเซ่ ตอร์เรส ซานซ์ โด่งดังมากับแอตเลติโก หรือทีม “ตราหมี” ในสมญาแบบบ้านเรา เนื่องจากเป็นสายเลือดแท้ๆ ของชาวมาดริด ที่เกิดและเติบโตในมหานครแห่งนี้ และเลือกที่จะเล่นให้กับแอตเลติโก หนึ่งในสองสโมสรชั้นนำของเมืองหลวงสเปน
แต่กระนั้นหากย้อนถึงต้นกำเนิดแล้ว ตอร์เรส เกิดในเขตฟูเอ็นลาบราด้า ย่านซึ่งเป็นแถบที่มีแต่แฟน “ลา เรอัล” มากกว่า กระนั้นเจ้าหนูตอร์เรส กลับเลือกที่จะสวมชุดแดง-ขาว ของแอตเลติโก และได้กลายมาเป็นนักเตะหมายเลขหนึ่งของทีมได้ในเวลาอันรวดเร็วเหลือเชื่อ ด้วยพรสวรรค์ที่มีมากล้นในตัว
ในปี 1999 ตอร์เรส ได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับต้นสังกัดหลังจากที่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในระดับ เยาวชน และก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในทีมตั้งแต่ฤดูกาล 1999-2000 ด้วยวัยเพียง 15 ปี แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้มีโอกาสลงสนาม
ตอร์เรส มาสร้างชื่อให้ตัวเองได้อย่างมากในรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติระดับเยาวชน รุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีที่อังกฤษ ในปี 2001 โดยนำสเปน คว้าแชมป์มาได้และยังคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์อีกด้วย
ครั้งนั้นเซอร์บ็อบบี้ ร็อบสัน อดีตผู้จัดการนิวคาสเซิล ซึ่งยังดำรงตำแหน่งเป็นนายใหญ่ทีมแม็กพายส์เวลานั้นได้รับการแนะนำถึงเจ้า หนูตอร์เรส จากแมวมองของสโมสร แต่ทางขรัวเฒ่าแห่งวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีตัดสินใจที่จะไม่ซื้อตัวมาร่วมทีม
หลังจากนั้น ตอร์เรส ก็ยังฉายรัศมีโดดเด่นในระดับฟุตบอลเยาวชนอีกหลายรายการ ทั้งในศึกฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลกรุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ที่ตรินิแดดแอนด์โตเบโก ในเดือน พ.ย.2001 ,ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี ที่นอร์เวย์ ในเดือน ก.ค. 2002 ซึ่งรายการนี้สเปน คว้าแชมป์และเป็นอีกครั้งที่ตอร์เรส คว้าทั้งดาวซัลโวและนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์
เมื่อพรสวรรค์เริ่มเปล่งประกาย ตอร์เรส ก็ได้รับโอกาสในการประเดิมสนามกับทีมแอตเลติโกจนได้ โดยได้ลงเล่นนัดแรกใน บิเซนเต้ กัลเดรอน สนามเหย้าของทีม “ตราหมี” ในนัดที่พบกับเลกานเญส แต่ “เอล นินโญ่” มาสร้างชื่อได้ในเกมถัดมาเมื่อสามรถทำประตูแรกให้กับสโมสรได้ในเกมกับอัลบา เซเต้ และทำให้กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้แอตเลติโก มาดริดด้วย
ในฤดูกาลนั้น ตอร์เรส ช่วยกอบกู้ทีมให้กลับมาเล่นในระดับพรีเมรา ลีกา ได้อีกครั้งหลังตกต่ำหล่นชั้นไปเล่นเซกุนด้า บี อยู่ไม่นาน และในฤดูกาลแรกหลังพาทีมกลับขึ้นมาเล่นในระดับสูงสุด ตอร์เรส ก็ยังทำผลงานได้ค่อนข้างดีโดยยิงไป 13 ประตูด้วยกัน
ก่อนที่ “เอล นินโญ่” ซึ่งเป็นฉายาที่ได้รับจากใบหน้าที่หล่อใสสะอาดเกลี้ยงเกลาของเจ้าหนูตอร์เรส จะได้รับเกียรติให้เป็นกัปตันทีมแอตเลติโก มาดริด ที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น และกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมมาโดยตลอด
ถึงแม้ว่าผลงานของสโมสรจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ชื่อของตอร์เรส ก็กลายเป็นความหวังใหม่ของวงการฟุตบอลสเปน โดยเฉพาะกับเวทีระดับทีมชาติที่ได้รับโอกาสประเดิมนัดแรกในวันที่ 6 ก.ย. 2003 ในการเจอกับโปรตุเกส ก่อนจะทำประตูแรกในนามทีมชาติได้ในการเจอกับอิตาลี ในปีถัดมา
ตอร์เรส ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติแทนที่สายเลือดเก่าอย่างเฟร์นานโด มอริเอนเตส และราอูล กอนซาเลซ โดยเฉพาะในช่วงฟุตบอลโลก 2006 ที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นร่วมกับดาวิด บิย่า อีกหนึ่งความหวังใหม่ของวงการลูกหนังกระทิงดุ ซึ่งในฟุตบอลโลกที่เยอรมัน ตอร์เรส ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีมชาติสเปนในรายการนี้ด้วย
อย่างไรก็ดีหลังกลับมาจากเยอรมัน ตอร์เรส ต้องเผชิญกับกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายทีมหนักกว่าในทุกฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากสโมสรยักษ์ใหญ่หลายทีมต้องการที่จะได้ตัวดาวยิงหน้าเด็กรายนี้ไป ร่วมทีม โดยเฉพาะสโมสรในอังกฤษอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ที่พยายามติดต่อทาบทามมาโดยตลอด แต่กัปตันทีมแอตเลติโก ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจย้ายไปไหน
ทว่า ฤดูกาล 2006-07 ตอร์เรส ก็ตัดสินใจย้ายซบ ลิเวอร์พูล ที่มี ราฟาเอล เบนิเตซ เพื่อนร่วมชาติเป็นกุนซือ ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ (ราว 2,100 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติสโมสรด้วย และแน่นอนว่าเป็นการหักอกอีกหลายสโมสรที่หมายตาอดีตกัปตันทีม “ตราหมี” ไว้เช่นกัน อันรวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และเชลซี
ตอร์เรส เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับทีมดังแห่งเมอร์ซีย์ไซด์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และสื่อรายงานว่าเขาได้ยอมลดค่าเหนื่อยที่ได้รับสูงถึง 103,000 ปอนด์ (ราว 7.21 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ในการเล่นที่สเปน มาเหลือ 90,000 ปอนด์ (ราว 6.3 ล้านบาท) ในการเล่นกับลิเวอร์พูล
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2007 “เอล นินโญ่” ก็ได้ลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกให้กับ แอสตัน วิลล่า ซึ่ง “หงส์แดง” เอาชนะไป 2-1 ส่วน ประตูแรกในพรีเมียร์ชิพ เกิดขึ้นในเกมที่เสมอกับ เชลซี 1-1 โดยเขาทำประตูได้ในนาทีที่ 16 ต่อหน้าแฟนๆ ในแอนฟิลด์ จากนั้น ตอร์เรส ก็ทำแฮตทริกได้ในเกมที่ถล่ม เรดดิ้ง 4-2 ในศึกคาร์ลิ่ง คัพ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2007
จากนั้นกองหน้ารูปหล่อ ก็ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง และจบฤดูกาลด้วยการกดไปถึง 24 ประตูในลีก ซึ่งเป็นรองแค่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น และทำลายสถิติเก่าของ รุด ฟาน นิสเตอรอย อดีตหัวหอกปีศาจแดงในฐานะนักเตะต่างชาติที่ทำประตูสูงสุดในการเล่นพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลแรก
ฤดูกาล 2007/08 ตอร์เรส ทำประตูรวมทุกรายการได้ถึง 33 ประตู อันทำให้เขากลายเป็นนักเตะหงส์แดงคนแรกต่อจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่ทำประตูรวมต่อฤดูกาลได้ถึง 30 ประตู
การทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ และสัญชาตญาณการเป็นกองหน้าของเขาทำให้ ตอร์เรส ครองใจสาวกหงส์แดงได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องสงสัยเลยว่า “เอล นินโญ่” จะกลายเป็นตำนานดาวยิงเบอร์ 9 คนต่อไปในถิ่นแอนฟิลด์ได้อย่างไม่ยากเย็น

|
(นับถึงวันที่ 31 พ.ค. 2008) |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลจาก : MSN ฟุตบอล